<<<<<..... ลักษณะอากาศทั่วไป วันนี้ ( 14 ก.ย.65 ) เวลา 06.00 น. วันนี้ถึง 06.00 น.ของวันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ.... มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ตาก กำแพงเพชร พิจิตร สุโขทัย พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-20 กม./ชม. กมล เครือนิล ทีมข่าว "ที่นี่....เชียงใหม่" สำนักข่าว เชียงใหม่ อัปเดตนิวส์ รายงาน. แหล่งที่มาของข้อมูล : กรมอุตุนิยมวิทยา - https://www.tmd.go.th/thailand.php .....................................................>>>>

รมว.ศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และรองผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

 

รมว.ศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และรองผู้อานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
.
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2565 เวลา 09.30 น. ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และรองผู้อานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศโดยมี ท่าน อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า " ข้าพเจ้ามั่นใจว่าการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และรอง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ในครั้งนี้ จะอำนวยประโยชน์ด้านการศึกษา แก่ราชการ ประชาชน ตลอดจนตัวท่านเองเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการประชุมสัมมนาในครั้งนี้จะสื่อสาร นโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำนโยบายขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
.
และขอถือโอกาสนี้ ขอขอบคุณ ท่าน อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่กล่าวรายงานการดำเนินงานและดำเนินการจัดการ จัดการประชุมได้อย่างดียิ่ง ขอขอบคุณท่านผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อานวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารในสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนผู้มี ส่วนร่วมและผู้ให้ความช่วยเหลือ ในการจัดการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ ทุกท่าน
.
โดยการจัดประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสื่อสารนโยบายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของ กระทรวงศึกษาธิการและสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้แก่ผู้อานวยการสานักงาน เขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บริหารในสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนสาคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติและ สร้างความเข้าใจไปยังสถานศึกษาให้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ต่อไป .
ภาพ-ข่าว : ชุติมา เพ็ญภาค ทีมข่าว "ที่นี่....เชียงใหม่" Fast News >>>> สำนักข่าว เชียงใหม่อัปเดตนิวส์ รายงาน.









ศบภ.มทบ.33 จัดกำลังพลจิตอาสา ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย บ้านสบอาว ต.สันติสุข อ.ดอยหล่อ เชียงใหม่

 

ศบภ.มทบ.33 จัดกำลังพลจิตอาสา ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย บ้านสบอาว ต.สันติสุข อ.ดอยหล่อ เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.65 ศบภ.มทบ.33 จัดกำลังพลจิตอาสา จำนวน 40 นาย เข้าให้การช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ บ้านสบอาว ต.สันติสุข อ.ดอยหล่อ จว.ช.ม.ซึ่งบ้านเรือนได้รับผลกระทบ จำนวน 80 หลังคาเรือน และ บ้านดงก๋ำ หมู่ 7  ต.ทุ่งสะโตก อ.สันป่าตอง จว.ช.ม.  บ้านเรือนได้รับผลกระทบ จำนวน 350 หลังคาเรือน โดยสาเหตุเกิดจากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้ลำน้ำแม่วาง และลำน้ำแม่ขานเอ่อล้นตลิ่ง ท่วมบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว โดยชุดบรรเทาสาธารณภัย ได้ช่วยเหลือในการขนย้าย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆให้ขึ้นที่สูง ทั้งนี้ ผบ.มทบ.33 ได้มอบหมายให้ พ.อ.โภคา  จอกลอย  รอง เสธ.มทบ.33 เป็นผู้แทน เข้าพื้นที่ พบปะให้กำลังใจแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและมอบถุงยังชีพ ให้แก่ประชาชนที่ประสบภัย และมีความยากจน จำนวน 60 ราย การปฏิบัติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 























การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าเป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น มีประสิทธิผลในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงจากสายพันธุ์โอมิครอนได้ในระดับสูงเทียบเท่าวัคซีน mRNA



การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าเป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น มีประสิทธิผลในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงจากสายพันธุ์โอมิครอนได้ในระดับสูงเทียบเท่าวัคซีน mRNA

จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาการใช้วัคซีนจริงกว่า 50 กรณีศึกษา พบว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า หรือ วัคซีนชนิด mRNA เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น มีประสิทธิผลในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและการเสียชีวิต จากเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนได้ในระดับสูงไม่แตกต่างกัน แม้ว่าจะมีไวรัสสายพันธุ์ย่อยเกิดขึ้นใหม่ก็ตาม

โดยรายงานฉบับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ครบ 3 เข็ม มีประสิทธิผลในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงจากสายพันธุ์โอมิครอน (84.8%-89.2%*) เช่นเดียวกับการได้รับวัคซีนชนิด mRNA ครบ  3 เข็ม 1

ผู้เชี่ยวชาญได้ข้อสรุปว่า การฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 4 เป็นการเพิ่มระดับการป้องกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลการศึกษาจากการใช้จริงในทวีปเอเชียระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เมษายน 2565 นั้น ไม่พบการเจ็บป่วยรุนแรงในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนที่ได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 4 ที่เป็นวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า หรือวัคซีน mRNA2

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหนึ่งในทีมผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมการศึกษาในครั้งนี้ กล่าวว่า “ในขณะที่โอมิครอนกลายเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์หลักที่ระบาดทั่วโลก การศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนที่เราใช้เป็นวัคซีนหลักทั่วโลกจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง รายงานการวิเคราะห์ข้อมูลฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า วิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงอันเนื่องมาจากสายพันธุ์โอมิครอน คือการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นที่เรามีอยู่แล้ว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง”

ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติด้านโรคติดเชื้อจากเอเชียและละตินอเมริกาทั้งหมด 22 คน ที่ได้ร่วมทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ มีข้อสรุปว่า ควรกำหนดให้มีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นปีละ 1 ครั้งในประชากรทั่วไป และทุก 6 เดือนสำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆ1 

ศาสตราจารย์กาย ทเวทส์ ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยทางคลินิกของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดในเวียดนาม หนึ่งในทีมผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมการศึกษาในครั้งนี้ กล่าวว่า “การศึกษาเกี่ยวกับวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่โรคประจำถิ่น ซึ่งทำให้เห็นแนวทางว่าคนทั่วไปควรได้รับวัคซีนกระตุ้นทุกๆ ปี ในขณะที่กลุ่มเปราะบางควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นทุก 6 เดือน รายงานการวิเคราะห์ข้อมูลฉบับนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้รัฐบาลประเทศต่างๆ และสาธารณชน ว่าการใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ทั้งชนิดไวรัลเวคเตอร์ และชนิด mRNA เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น มีประสิทธิผลในการป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงจากโอมิครอนได้ดี โดยมีระดับภูมิคุ้มกันลดลงน้อยมาก แม้ว่าจะได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นผ่านไปแล้ว 3 เดือน”

รายงานฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์ออนไลน์เมื่อวานนี้ ซึ่งทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีศึกษาจำนวน 50 เรื่อง บน Viewhub ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบอินเตอร์แอคทีฟที่แสดงข้อมูลจากทั่วโลกพร้อมภาพประกอบเกี่ยวกับการใช้วัคซีนและผลที่เกิดขึ้น โดยพัฒนาขึ้นจากความร่วมมือของวิทยาลัยสาธารณสุขจอห์น ฮอปกินส์ บลูมเบิร์ก (Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health) และศูนย์การเข้าถึงวัคซีนนานาชาติ (International Vaccine Access Center) 

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่าการใช้วัคซีนอื่นๆ เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น สามารถป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงจากโอมิครอนได้ดี แต่มีประสิทธิผลต่ำกว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า และวัคซีนชนิด mRNA เล็กน้อย1

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าเป็นวัคซีนชนิด “ไวรัลเวคเตอร์” หรือ 'ไวรัสพาหะ' ซึ่งหมายถึงการนำเชื้อไวรัสที่ไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของวัคซีน ซึ่งจะทำให้ร่างกายเรียนรู้ว่าจะต่อสู้กับเชื้ออย่างไรหากสัมผัสกับไวรัสจริงในภายหลัง โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนวิธีนี้ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เพื่อต่อสู้กับโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ซิกา อีโบลา และเอชไอวี3 เป็นต้น

แอสตร้าเซนเนก้าและพันธมิตรทั่วโลกได้ส่งมอบวัคซีนมากกว่า 3 พันล้านโดส ให้แก่ประเทศต่างๆ มากกว่า 180 ประเทศทั่วโลก และประมาณ 2 ใน 3 ของจำนวนวัคซีนดังกล่าวได้ถูกส่งมอบให้กับกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางต่ำ วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าได้ช่วยปกป้องชีวิตผู้คนกว่า 6 ล้านชีวิตจากโรคโควิด-19 อ้างอิงข้อมูลจาก Airfinity4 บริษัทด้านการวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สุขภาพชั้นนำ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563  ในช่วง 12 เดือนแรกที่มีการใช้วัคซีน

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า คิดค้นโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด วัคซีนดังกล่าวพัฒนาโดยการนำส่วนของสารพันธุกรรมที่ใช้ในการถอดรหัสการสร้างหนามโปรตีนผิวเซลล์ของไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ใส่ในโครงของอะดีโนไวรัสซึ่งก่อให้เกิดโรคไข้หวัดทั่วไปในลิงชิมแปนซีที่ถูกทำให้อ่อนแรงลงและไม่สามารถแบ่งตัวได้ โดยหลังจากฉีดวัคซีนเซลส์ในร่างกายมนุษย์จะตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนที่มีลักษณะเดียวกันกับหนามโปรตีนผิวเซลล์ของไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในกรณีที่ได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายในภายหลัง

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน ในกว่า 125 ประเทศ และจากการขึ้นทะเบียนสำหรับการใช้ในภาวะฉุกเฉินโดยองค์การอนามัยโลกในครั้งนี้จะช่วยเร่งให้มีการเข้าถึงวัคซีนใน 144 ประเทศผ่านกลไกการจัดซื้อและจัดสรรวัคซีนของโครงการโคแวกซ์ (COVAX)

ภายใต้ข้อสัญญาการอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วง (sub-license agreement) กับแอสตร้าเซนเนก้า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ถูกผลิตและส่งมอบโดยสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย โดยใช้ชื่อวัคซีนว่า COVISHIELD

เกี่ยวกับ แอสตร้าเซนเนก้า

แอสตร้าเซนเนก้า (ชื่อย่อหลักทรัพย์ AZN ในตลาดหลักทรัพย์ LSE/ STO/ Nasdaq) เป็นบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก มุ่งเน้นทางด้านการคิดค้น พัฒนา และจำหน่ายยาเพื่อการรักษาโรค โดยเฉพาะในกลุ่มยาโรคมะเร็ง กลุ่มยาโรคหัวใจ ไต และระบบเผาผลาญ และกลุ่มยาโรคทางเดินหายใจ แอสตร้าเซนเนก้า มีฐานอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร และดำเนินธุรกิจในกว่า 100 ประเทศ และมีผู้ป่วยหลายล้านคนทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมยาต่างๆ จากแอสตร้าเซนเนก้า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาไปยังเว็บไซต์ astrazeneca.co และช่องทางทวิตเตอร์ @AstraZeneca 

*ค่าพิสัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ 3 เข็ม (รวมวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า) มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 น้อยกว่าประชากรที่ไม่ได้รับวัคซีน ในช่วงกว้าง 84.8% - 89.2% ซึ่งหมายความว่าในจำนวนผู้ป่วย 100 คน ที่ไม่ได้รับวัคซีน และมีการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิต จะพบผู้ป่วยน้อยกว่า 16 คน ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม และวัคซีนเข็มกระตุ้น








 

ชาวม่อนแจ่ม ยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเป็นธรรม ในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินบนดอยม่อนแจ่ม

 

ชาวม่อนแจ่ม ยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเป็นธรรม ในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินบนดอยม่อนแจ่ม
.
กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยภูเขาเผ่าพื้นเมืองม่อนแจ่ม รวมตัวเรียกร้องให้มีการพิสูจน์สิทธิในการแก้ไขปัญหาสิทธิที่ดินทำกิน ตามมติของ ครม. ปี 2542 ภายหลังถูกสั่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักรีสอร์ตหลายแห่งบนดอยม่อนแจ่ม
.
เมื่อวันที่ 5 ก.ย.65 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยภูเขาเผ่าพื้นเมืองม่อนแจ่ม กว่า 500 คน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ตำบลแม่แรม และตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นำโดย นายเอกรินทร์ นทีไพรวัลย์ ในฐานะผู้ประสานงาน  ได้รวมตัวกันเดินทางมายื่นหนังสือถึง นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่  เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม กรณีการแก้ไขปัญหาสิทธิที่ดินทำกินบนดอยม่อนแจ่ม ภายหลังถูกสั่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักรีสอร์ตหลายแห่ง
.
ในการนี้ นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้ นายวรญาณ บุญณราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รับมอบหนังสือข้อเรียกร้อง  พร้อมทั้งเป็นผู้แทนของส่วนราชการจังหวัดเชียงใหม่ หารือร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยภูเขาเผ่าพื้นเมืองม่อนแจ่ม  เพื่อปรับความเข้าใจและหาแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกัน  โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย  เบื้องต้นการหารือเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  ซึ่งตัวแทนของชาวบ้านที่เข้าร่วมประชุม ได้ชี้แจงถึงความต้องการและต้นตอของปัญหาต่อหน่วยงานภาครัฐ
.
สำหรับประเด็นหลักที่ชาวบ้านได้ยื่นข้อเสนอในครั้งนี้ คือ ให้เจ้าหน้าที่ชะลอการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและหยุดการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านม่อนแจ่ม  พร้อมทั้งให้ส่วนราชการ เร่งดำเนินการพิสูจน์สิทธิในที่ดินให้ชาวบ้าน ตามมติคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเฉพาะภาคเหนือ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2542  โดยใช้ภาพถ่ายทางวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์สิทธิ  เพื่อไขข้อกังวลเกี่ยวกับการออกแผนที่ปลอม  หากชาวบ้านรุกล้ำทำผิดกฎหมายจริง ก็พร้อมถูกดำเนินคดีและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง
.
 ทั้งนี้ นายวรญาณ บุญณราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับทราบและเข้าใจถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ  โดยจะดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการในการพิสูจน์ พยานและหลักฐาน  เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่พี่น้องประชาชน  รวมถึงได้ขอความร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยภูเขาเผ่าพื้นเมืองม่อนแจ่ม ในการรวบรวมข้อมูลเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมประกอบการพิจารณา  เพื่อให้การดำเนินการพิสูจน์สิทธิที่ดินทำกินของชาวบ้าน เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีความยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย
.
 ▶️ ชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่ : 
.
.
กมล เครือนิล ทีมข่าว "ที่นี่....เชียงใหม่" Fast News  สำนักข่าว เชียงใหม่อัปเดตนิวส์ รายงาน.
.
















รมว. ท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะขึ้นเชียงใหม่ รับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมผลักดัน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวรับ high season

 

รมว. ท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะขึ้นเชียงใหม่ รับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมผลักดัน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวรับ high season
.
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2565 ใหม่ ณ ห้องประชุมดอยสุเทพ 1-2 โรงแรมแคนทารี่ ฮิลล์ เชียงใหม่
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. นายพัลลภ แซ่จิว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ต.ปชา รัตนพันธ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นายธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่ นายสีหเดช เจียเจษฎา นายกสมาคมมัคคุเทศน์จังหวัดเชียงใหม่ นายดำรง องอาจ นายกสมาคมการบินภาคเหนือ ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วมประชุมเพื่อขับเคลื่อนแนวทางการบูรณาการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่
.
ในการนี้ประชุมในครั้งนี้ ได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะเร่งฟื้นฟูและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว โดยมุ่งหวังให้มีจำนวนและรายได้กลับมา ให้มากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ถือเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคเหนือ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ หลากหลาย และมีจำนวนห้องพักที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวมากกว่าสองหมื่นกว่าห้องพร้อมรับฟัง ความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในการเร่งกระตุ้นตลาดท่องเที่ยว รวมทั้ง ความต้องการการช่วยเหลือต่างๆ เพื่อให้ทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและสามารถรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว high season ที่กำลังจะจะมาถึง
.
กมล เครือนิล ทีมข่าว "ที่นี่....เชียงใหม่" Fast News สำนักข่าว เชียงใหม่อัปเดตนิวส์ รายงาน.