1 พ.ย. 2569
🔴 ด่วน! ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569
30 ต.ค. 2569
✅ CM-UPDATE-NEWS. ✅ : ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ สั่งการด่วน! ระดมกำลังเข้าแก้ไขปัญหาคันตลิ่งแม่น้ำแจ่มพังทลาย
ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ สั่งการด่วน! ระดมกำลังเข้าแก้ไขปัญหาคันตลิ่งแม่น้ำแจ่มพังทลาย บ้านท้องฝาย อ.แม่แจ่ม บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร พร้อมวางแผนระยะยาวอย่างยั่งยืน
.
จากเหตุการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำแจ่มกัดเซาะคันตลิ่งบริเวณบ้านท้องฝาย หมู่ที่ 8 ตำบลช่างเคิ่ง พังทลายเสียหายเป็นทางยาวประมาณ 100 เมตร จนทำให้ลำน้ำเปลี่ยนทิศทางและไหลเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตร สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง
.
นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด ได้ติดตามสถานการณ์และสั่งการด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน โดยได้มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2569 บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการซ่อมแซมคันตลิ่งเป็นการชั่วคราวให้กลับคืนสู่สภาพเดิม พร้อมสนับสนุนเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์ ดังนี้
.
1.ประสานสำนักงานชลประทานที่ 1 เชียงใหม่ สนับสนุนกระสอบทราย Big Bag จำนวน 200 ใบ รถตักไฮดรอลิก บูมยาว จำนวน 1 คัน พร้อมเจ้าหน้าที่ และรถตักไฮดรอลิก บูมสั้น จำนวน 1 คัน พร้อมเจ้าหน้าที่
2.ประสานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ สนับสนุนกระสอบทราย Big Bag จำนวน 300 ใบ ไม้ยูคาลิปตัสขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว ยาว 3 เมตร จำนวน 400 ต้น และกระสอบทรายขนาดเล็ก จำนวน 1,000 ใบ
.
จังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้ นายกิตติพงษ์ ธิวงศ์ ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงอำเภอแม่แจ่ม เป็นผู้ประสานงานหลักในพื้นที่ เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
.
พร้อมกันนี้ได้เตรียมวางแผนแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างถาวรและเป็นระบบ โดยจะประสานความร่วมมือกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ผ่านระบบ Thai Water Plan เพื่อดำเนินโครงการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งระยะยาว ป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำซาก และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับพี่น้องประชาชนชาวอำเภอแม่แจ่มอย่างยั่งยืนต่อไป
.
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่
ภาพ / ข่าว : นราชัย ใจคำ : โก๋ แม่แจ่ม
“เปลี่ยนวิธีคิด พลิกชีวิตเกษตรกร” ถอดบทเรียน ‘ยิ่งไพศาลการเกษตร’ SME จากลำพูนที่โตแบบก้าวกระโดด
“เปลี่ยนวิธีคิด พลิกชีวิตเกษตรกร”
ถอดบทเรียน ‘ยิ่งไพศาลการเกษตร’ SME จากลำพูนที่โตแบบก้าวกระโดด
บางครั้งการเติบโตของธุรกิจไม่ได้เริ่มต้นจากแผนใหญ่โต แต่สำหรับบางคน อาจเริ่มจากคำถามเรียบง่ายเพียงข้อเดียวว่า “ถ้าเรากล้าที่จะลองเปลี่ยน เราจะพาคนของเราไปไกลกว่านี้ได้แค่ไหน”
สำหรับ ไพศาล สมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัทยิ่งไพศาลการเกษตร จำกัด คำถามนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจในฐานะผู้ประกอบการชาวลำพูนคนหนึ่ง ที่อยากเห็นพืชผลเกษตรของภาคเหนือมีศักยภาพมากพอที่จะเดินทางไปได้ไกลกว่าที่เคย เพราะตลอดเวลาที่เติบโตมากับสินค้าเกษตรเหล่านี้ เขาได้เห็นทั้งคุณค่า ขณะเดียวกันก็เห็นถึงข้อจำกัดที่เกษตรกรต้องเผชิญ ทั้งเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน ตลาด และความมั่นคงของรายได้ จึงนำไปสู่การกล้าที่จะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้งการปรับวิธีคิด วิธีผลิต และวิธีดูแลเกษตรกรในเครือข่าย
จุดเปลี่ยนสำคัญ: จากแนวคิดสู่การลงมือทำจริงร่วมกับ CPF
ระหว่างทาง การเข้าร่วมโครงการ Partner to Grow ร่วมกับ CPF ในฐานะคู่ค้า ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แนวคิดที่เคยวาดไว้ เปลี่ยนไปเป็นการลงมือทำจริง
ไพศาล เล่าว่า “สินค้าเกษตรภาคเหนือเป็นผลผลิตที่เราคุ้นเคย ทั้งกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และผักสด เราจึงอยากต่อยอดสิ่งที่เกษตรกรในพื้นที่มีอยู่แล้ว ให้ขายได้ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น และสร้างโอกาสในการมีรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม” ประโยคนี้อาจฟังดูเรียบง่าย แต่เป็นเหมือนรากการเติบโตของบริษัทยิ่งไพศาลการเกษตร ธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรที่ดำเนินกิจการมากว่า 17 ปี และมีเครือข่ายเกษตรกรกว่า 200 รายทั่วภาคเหนือ ครอบคลุมตั้งแต่เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน ไปจนถึงแม่ฮ่องสอน และในสิ้นปีนี้ กำลังขยายสาขาใหม่อีก 2 แห่ง
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ยิ่งไพศาลการเกษตรไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกลางที่แค่ซื้อมาและขายไป แต่ด้วยความเป็นคนพื้นที่และเข้าใจในสินค้า ธุรกิจจึงดูแลครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการวางแผนเพาะปลูก การส่งเสริมกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ทั้งด้านปริมาณและเวลา
โครงการ Partner to Grow: โค้ชผู้ชวนคู่ค้า “กล้าออกจากกรอบเดิม”“ถ้าเราทำแบบเดิม ผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนเดิม แต่ทุกวันนี้ธุรกิจก็เปลี่ยนเร็วขึ้น เราก็ต้องปรับตัวให้ทัน ยิ่งได้มาจับมือเป็นคู่ค้ากับ CPF ก็ทำให้เราได้ลองเปลี่ยนแปลงมากขึ้น และเห็นแนวทางที่จะพัฒนาธุรกิจของเรา สิ่งที่สัมผัสได้คือ CPF ไม่ได้มองเราเป็นแค่คู่ค้า แต่มองเห็นเป้าหมายเดียวกันและผลักดันให้ยิ่งไพศาลการเกษตรเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่จะร่วมพัฒนาเกษตรกรไปพร้อมกัน”
เมื่อ CPF ริเริ่มโครงการ Partner to Grow โครงการที่มุ่งเสริมศักยภาพคู่ค้าธุรกิจ ทั้งกลุ่ม SME และคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน ราว 4 ปีก่อน ยิ่งไพศาลการเกษตรจึงตัดสินใจเข้าร่วมทันที โดยสำหรับไพศาล การเข้าร่วมโครงการนี้เป็นเหมือนช่วงเวลาที่ทำให้ได้กลับไปทบทวนธุรกิจของตนเองใหม่อีกครั้ง ซึ่ง CPF เข้ามาเป็นเพื่อนร่วมทาง และทำหน้าที่โค้ชชิ่ง คอยชวนคิด ชวนวางแผน เพื่อให้คู่ค้า “กล้าออกจากกรอบเดิม” ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ และสร้างความหมายต่อการเติบโตของธุรกิจมากขึ้น
กล้าลงทุนในนวัตกรรม: เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพมาตรฐานสากล
ก่อนหน้านี้ กระบวนการผลิตบางขั้นตอนของยิ่งไพศาลการเกษตรยังต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก เมื่อมีคำสั่งซื้อเร่งด่วน หรือมีพนักงานลางาน กระบวนการผลิตอาจสะดุดและส่งผลต่อการจัดส่ง แต่หลังจากได้รับคำแนะนำจาก CPF บริษัทฯ จึงเริ่มนำทีมงานทั้งฝั่งที่ช่วยดูเรื่องซื้อวัตถุดิบ และฝั่งวิศวะกรรมที่ช่วยดูด้านนวัตกรรมและเครื่องจักร เพื่อนำเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต เช่น เครื่องปอกหอม เครื่องล้างผัก และเครื่องคัดหรือปอกกระเทียม เพื่อลดข้อจำกัดด้านแรงงาน เพิ่มความเร็วในการผลิต และทำให้การส่งมอบสินค้าตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ปริมาณ และความตรงต่อเวลา
“ความประทับใจของเราคือ ฝ่ายจัดซื้อของ CPF เป็นมากกว่าแค่ฝ่ายจัดซื้อที่เข้ามาดูเรื่องสินค้า แต่เขาทำหน้าที่เป็นคนที่ช่วยเดินข้าง ๆ แล้วช่วยแนะนำขั้นตอนการทำงานที่ละเอียดและเป็นสากล รวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้น นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรากล้าลอง พอเปรียบเทียบก่อนและหลัง เห็นได้ชัดว่าคุณภาพสินค้าและสัดส่วนดีขึ้นกว่าแต่ก่อนราว 50 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญคือเราควบคุมได้ เมื่อมีคำสั่งซื้อเร่งด่วน เราก็ตอบสนองได้รวดเร็ว ตอนนี้คิดเป็นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตเดิม เพราะในสายพานการผลิต การควบคุมเวลาและคุณภาพคือสิ่งสำคัญ และเมื่อเราควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ดีขึ้น เราก็สามารถส่งมอบความแน่นอนให้ลูกค้าได้มากขึ้น” ไพศาล เสริม
กล้าเปลี่ยนวิธีคิดในวิถีเกษตรกรรม: ยกระดับมาตรฐาน GAP และความมั่นคงของรายได้
เมื่อ CPF ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคู่ค้า ยิ่งไพศาลการเกษตรก็ได้ส่งต่อแนวคิดนั้นให้เกษตรกรในเครือข่ายอีกทอดหนึ่ง ตั้งแต่การปลูกให้มีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาหน้างาน ไปจนถึงการปรับกระบวนการให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ตลาดต้องการ
ไพศาล เล่าว่า “เราภูมิใจที่ได้มีโอกาสร่วมพัฒนากลุ่มเกษตรกรที่เข้ามาอยู่ในกลุ่มสมาชิกของเราให้ก้าวสู่การเกษตรสากลมากขึ้น บางครั้งเกษตรกรมีความเชื่อแบบเดิม ซึ่งบางทีอาจไม่ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ เราจึงค่อย ๆ เข้าไปเสนอขั้นตอน และกระบวนการให้เขาเริ่มลงมือทำ ให้เห็นว่าทำจริงแล้วได้ผลจริง มีรายได้จริง ความยากคือการเปลี่ยนทัศนคติ เราต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าเปลี่ยนแล้วจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้อย่างไร”
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรกว่า 2,000 ราย ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยการชวนให้เกษตรกรเปลี่ยนจากวิถีการทำงานแบบเดิม มาสู่การปลูกตามมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) หรือการผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้เวลา ความเข้าใจ และความเชื่อมั่น จึงไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ภายในวันสองวัน
ยิ่งไพศาลการเกษตรใช้เวลาเกือบ 5 ปี ในการค่อย ๆ เข้าไปพูดคุย ถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติ และทำให้เกษตรกรเห็นด้วยตาตัวเองว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายถึงการทิ้งสิ่งที่เคยทำมา แต่เรามองไปถึงการต่อยอดให้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น ขายได้ดีขึ้น และสร้างรายได้ที่มั่นคงขึ้นให้ครอบครัว เมื่อผลลัพธ์เริ่มปรากฏผ่านผลผลิตที่มีคุณภาพ รายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น และอัตราผลผลิตต่อไร่ของพืชอย่างกระเทียม ขยับจากประมาณ 3,500 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 4,000 กิโลกรัมต่อไร่ จึงเริ่มสร้างความเชื่อมั่นและความกล้าให้เกษตรกรเปิดใจรับแนวทางใหม่ ๆ นอกจากนี้ ยิ่งไพศาลการเกษตรยังออกแบบเงื่อนไขที่ช่วยให้เกษตรกรวางแผนชีวิตได้มั่นคงขึ้น ทั้งการรับซื้อผลผลิตพร้อมประกันราคา 100% สำหรับเกษตรกรที่ขายผลผลิตทั้งหมดให้บริษัทฯ หรือทางเลือกในการประกันราคาครึ่งหนึ่งโดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรนำอีกส่วนไปขายตามราคาตลาดได้ตามการตัดสินใจของตัวเอง
ไพศาล เสริมว่า “เมื่อมีตลาดรองรับ เกษตรกรก็กล้าลงมือ และเมื่อมีมาตรฐานรองรับ ผลผลิตก็มีคุณภาพมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เกษตรกรมีแรงบันดาลใจที่จะเพาะปลูกตามขั้นตอนที่เราวางแผนร่วมกัน เพราะเขาเห็นแล้วว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปทำให้อาชีพของเขามั่นคงขึ้นได้จริง ในฐานะคนเหนือคนหนึ่ง พอได้เห็นเกษตรกรบ้านเกิดมีรายได้จากอาชีพที่เขาทำ เลี้ยงครอบครัวได้ และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เราก็ดีใจไปกับเขาด้วย”
บทสรุป: 10 ปีแห่งการเป็นพาร์ทเนอร์ และความภูมิใจที่ได้เติบโตไปพร้อมกัน
นับจากวันแรกที่ร่วมงานกับ CPF จนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ยิ่งไพศาลการเกษตรเดินอยู่บนเส้นทางของการเป็นคู่ค้าและพาร์ทเนอร์ที่เติบโตไปพร้อมกัน โดยระหว่างทาง ไพศาลได้เห็นว่าการเติบโต หมายถึงการทำให้ธุรกิจแข็งแรงพอที่จะดูแลคนในห่วงโซ่ทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรต้นน้ำ พนักงานในโรงงาน ไปจนถึงชุมชนรอบตัว โดยเส้นทางของ ยิ่งไพศาลการเกษตร อาจเริ่มต้นจากธุรกิจท้องถิ่นที่เข้าใจพืชผลภาคเหนือ แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเดินทางมาถึงวันนี้ได้ คือความกล้าที่จะไม่หยุดอยู่กับวิธีเดิม
“ผมไปร่วมกิจกรรมของ CPF แทบทุกครั้งที่ได้รับเชิญ เพราะทุกครั้งเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เรามั่นใจว่าเมื่อไปแล้ว เราจะได้อะไรกลับมา และเมื่อนำมาปรับใช้ ก็เห็นผลลัพธ์ที่ดีจริง สิ่งนี้กลายเป็นพลังให้เราในฐานะผู้ประกอบการ SME ที่จะลองใช้นวัตกรรมใหม่ วิธีการใหม่ และพัฒนาผลิตภัณฑ์เราให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ” ไพศาล กล่าวปิดท้าย
ความฝันที่จะเห็นสินค้าเกษตรจากภาคเหนือเดินทางไปได้ไกลกว่าเดิม สำหรับยิ่งไพศาลการเกษตรจึงไม่ใช่คำใหญ่โตที่ถูกเขียนทิ้งไว้บนหน้ากระดาษ เพราะวันนี้ ไพศาลได้ลงมือทำและเห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง ผ่านเกษตรกรบ้านเกิดที่ค่อย ๆ เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง
#CPFPartnerStories #คู่ค้าเล่าเรื่อง #PartnerToGrow
26 ต.ค. 2569
✅ CM-UPDATE-NEWS. ✅ : ผู้ป่วยสุดช้ำ เงินหายในร.พ ขณะถูกส่งตัวไปเอ็กซเรย์กลับมา เงินหาย กล้องวงจรปิด รพ. แจ้งเสียอีก ทั้งสองตัว รพ.บอกผู้ป่วยต้องรับผิดชอบตัวเอง
✅ CM-UPDATE-NEWS. ✅ : ผู้ป่วยสุดช้ำ เงินหายในโรงพยาบาล ขณะถูกส่งตัวไปเอ็กซเรย์ กลับมา เงินหาย กล้องวงจรปิดทาง รพ แจ้งเสียทั้งสองตัว และแจ้งอีก ให้ผู้ป่วยรับผิดชอบและระมัดระวังป้องกันตัวเอง
.
วันที่ 26 ตค 69 ทางผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากผู้ป่วย และเป็นผู้เสียหายด้วย แจ้งว่า เงงินได้หายใน โรงพยาบาลพื้นที่ แห่งหนึ่ง ใน จ. เชียงใหม่ ขณะถูกนำตัวไปห้องเอ็กซเรย์ พอเจ้าหน้าที่ส่งตัวกลับมายังจุดที่นอนผู้ป่วย ปรากฏว่า กระเป๋าสะพาย ภายในมีเงินสดประมาณ 2 พันกว่าบาทได้หายไป สอบถามผู้ป่วยใกล้เคียงรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของ รพ. ก็ไม่มีใครเห็นและรู้เรื่อง สอบถามเรื่อ่งกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่า กล้องในจุดนี้เสียไปนานแล้ว 2 ตัว ไม่สามารถใช้การได้ ผู้ป่วยที่มา รพ แห่งนี้ต้องรับผิดชอบทรัพย์สินของตนเอง ระมัดระวัง หรือต้องมีญาติมาคอยดูแล
.
นางขันแก้ว เทวีทรัพย์ อายุ 70 ปี อยู่บ้านเลขที 31/1 หมู่ 5 ต ท่ากว้าง อ สารภี เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้ป่วยทรัพย์สินสูญ หายใน รพ. ได้เปิดเผยว่่า ตนนั้นเกิดอุบัติเหตุเมื่อวานนี้ ทำให้กระดูกที่แขนหัก ต่อทางทางเจ้าหน้าที่กู้ภัย นำตัวส่ง มายังโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ใน จ.เชียงใหม่ และ เนื่องจากตนเคยผ่าตัดมาก่อนหน้านั้นแล้ว จึงไม่สามารถที่จะผ่าตัดกระดูกซ้าสองได้ ทาง รพ. จึงได้ให้ตนนอนเพื่อรอดูผล และได้ให้เจ้าหน้าที่ส่งตัวตนไปยังห้องเอ็กซเรย์
.
กลับมาที่เตียงนอน ซึ่งเป็นห้องผู้ป่วยรวมข้างนอก ซึ่งตนได้เอากระเป๋าสะพายสีดำ วางไว้บนหัวเตียง กลับมาปรากฏว่า กระเป๋าได้หายไปแล้ว มีเงินในกรเป๋าประมาณ 2 พันกว่าบาท สอบถามผู้ป่วยใกล้เคียงและเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง ได้สอบถามเจ้าหน้าที่เรื่องกล้องวงจรปิด ก็ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ รพ ว่า กล้องเสียทั้งสองตัว ไม่สามารถตรวจสอบได้ และเจ้าหน้าที่ยังบอกให้ผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่ รพ แห่งนี้ต้องรับผิดชอบตนเองหรือให้ญาติคอยเฝ้าดูแลเอง ตนเสียใจมากจึงได้แจ้งให้ญาติแจ้งไปยัง พนักงานสอบสวน สภ สารภี เชียงใหม่
.
ต่อมาทางพนักงานสอบสวน สภ .สารภี เชียงใหม่ ได้มาสอบปากคำผู้เสียหายไว้แล้ว และจะได้ดำเนินการติดตามหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีกันต่อไป โดยจะให้ชุดสืบสวน ตรวจสอบกล้องใกล้ที่เกิดเหตุรวมทั้งบริเวณนอก รพ เส้นทางตามจุดต่าง ๆ ที่จะมาที่ รพ ว่าคนร้ายมีใครถือกระเป๋าสะพายของผู้เสียหาย เพื่อจะได้เป็นเบาะแสในการติดตามตัวมาดำเนินคดีกันต่อไป
.
ขอบคุณ ภาพ - ข่าว โดย : วัตร บ้านเมือง กลุ่มไลน์ "ข่าวด่วน"
✅ CM-UPDATE-NEWS. ✅ : ล็อกเป้า 7 ราย คดีตัดนางพญาเสือโคร่งดอยปุย รอง ผบช.ภ.5 ลั่นฟันไม่เลี้ยง จ่อออกหมายจับ ไม่มีเงียบ






























