<<<<<..... ลักษณะอากาศทั่วไป วันนี้ ( 12 ธค. 61 )...พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศเย็นโดยทั่วไป อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง โดยภาคเหนือยังคงมีฝนตกได้บางแห่ง สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนคลื่นลมมีกำลังปานกลาง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังในช่วงนี้ ........................>>>>

เคาะระฆังหมดยก 5 บ้านป่าแหว่ง เตรียมเคลื่อนไหวใหญ่ 30 มิย. นี้



เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ จำนวนหนึ่งจัดกิจกรรมเฝ้าสังเกตุการณ์ ตรวจสอบพร้อมขึ้นป้าย หมดเวลาของท่านแล้ว หลังครบกำหนดวันส่งมอบงานของผู้รับเหมา "บ้านป่าแหว่ง" 18 มิย. 61 บริเวณหน้าบ้านพักศาลอุธรณ์ภาค 5 พร้อมเรียกร้องสองข้อ ให้หยุดทำการก่อสร้างหรือต่อสัญญา พร้อมทั้งให้ผู้ที่อยู่อาศัยย้ายออกไปในทันที่

เมื่อ 18 มิย. 61 เวลา 14.30 น. กลุ่มเครือข่ายทวงผืนป่าดอยสุเทพ นำโดย นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ นางคำศรีดา แป้นไทย พร้อมแกนนำกลุ่มฯ จำนวนหนึ่งได้เดินทางมาที่บริเวณหน้า ศาลอุธรณ์ภาค 5 เพื่อมาสังเกตการณ์ เนื่องจากในวันนี้(18 มิย.) เป็นวันครบกำหนดตามสัญญาที่บริษัทผู้รับเหมา บ้านป่าแหว่ง ต้องส่งมอบงานให้กับทางศาล ทั้งนี้ทางกลุ่มได้มีการปิดป้ายไวนิลขนาดใหญ่บริเวณรั้วศาล โดยมีข้อความว่า " 18 มิถุนา หมดเวลาของท่านแล้ว บ้านป่าแหว่ง " ไม่ต่อสัญญาหยุดก่อสร้าง ย้ายข้าราชการออกจากพื้นที่พิพาทตามคำสั่งนายกฯไม่ให้มีผู้อยู่อาศัย ส่งพื้นที่ คืนธนารักษ์ทันที นายธีระชัย และแกนนำกลุ่มได้มีการ เคาะระฆัง เพื่อเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ ว่า หมดเวลาของบ้านป่าแหว่งแล้ว ต่อมาได้เดินทางไปยังบริเวณเนินดินที่ติดแนวรั้วของบ้านป่าแหว่งเพื่อติดป้าย No Man's Land อีกแห่งหนึ่ง
ทั้งนี้นายธีระชัย แกนนำกลุ่มฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ที่มาในวันนี้ได้มาทวงถามคำสัญญาที่ได้ทำข้อตกลง ที่ทำกันในวันที่ 6 มิย. ที่ผ่านมา รวมทั้งตรวจสอบการก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จและจะต่อสัญญาหรือไม่  รวมทั้งขอเรียกร้องสองข้อคือ 1.ต้องไม่ต่อสัญญา 2.ต้องหาทางย้ายผู้อยู่อาศัยออกไป โดยจะมีกำหนดเวลาให้ และในวันพรุ่งนี้ 19 มิย. ตนจะมายื่นหนังสืออย่างเป็นทางการให้กับศาลฯและจะให้เวลา 10 วัน จะมาฟังคำตอบอีกครั้งในวันที่ 30 มิย. หมดเวลาของท่านแล้ว อย่ายืดเยื้อปัญหา คนเชียงใหม่จับจ้องท่านอยู่ รีบตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหา นายธีนะชัย กล่าวตบท้ายพร้อมลั่นระฆังหมดยก
ทั้งนี้ได้มีหน่วยงานความมั่นคงทั้งตำรวจ ทหารและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลฯ มาดูแลความปลอดภัยของกิจกรรมและไม่อนุญาติให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปในพื้นศาลฯที่โดยเด็ดขาด

กมล เครือนิล ทีมข่าว"ที่นี่....เชียงใหม่" สำนักข่าว เชียงใหม่อัปเดตนิวส์ รายงาน







กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 แถลงข่าวการจัดงาน Lanna Expo 2018



กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 แถลงข่าวการจัดงาน Lanna Expo 2018 “ศาสตร์ศิลป์ล้านนา นำคุณค่าสู่ไทยนิยมยั่งยืน”  โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2561 พร้อมนำสินค้าคุณภาพที่มีเอกลักษณ์ล้านนามาให้เลือกซื้อเป็นของฝากจำนวนมาก คาดจะมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2561 เวลา 13.30 น. นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน , นายกิตติศักดิ์ ตันติรเศรษฐ์ อุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง และนางสาวปราณปรียา พลเยี่ยม ท่องเที่ยวกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ รักษาการแทนท่องเที่ยวและกีฬาแม่ฮ่องสอน ได้จัดแถลงข่าวการจัดงาน Lanna Expo 2018 ที่ โรงแรม @nimman convention center ชั้น 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมในงานเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน ได้เล็งเห็นศักยภาพของผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัด โดยสามารถส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงทางการค้าและการลงทุน มีความโดดเด่นเป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของมูลค่าทางเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัด ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันในภาวะเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรให้มีการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมีเอกลักษณ์ สามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าต่อยอดการพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับ งาน Lanna Expo 2018 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน 2561 – 1 กรกฎาคม ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา อำเภอเมืองเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์ศิลป์ล้านนา นำคุณค่าสู่ไทยนิยมยั่งยืน” โดยภายในงานแบ่งพื้นที่ออกเป็น 11 โซนกิจกรรม ซึ่งมีไฮไลท์ที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย 1) โซนท่องเที่ยว ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน “วัดศรีสุพรรณ” ชุมชนต้นแบบที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ และพบกับมนต์เสน่ห์แห่งชาติพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ 19 ชนเผ่า และยังจะได้พบกับมหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวเชียงใหม่ , 2) โซน International พบกับการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมจากประเทศต่างๆ กว่า 15 ประเทศ , 3) โซน Health & Beauty จะนำเสนอนิทรรศการเกี่ยวกับสุขภาพ การบริการตรวจสุขภาพโดยแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย มากกว่า 40 บูธ , 4) โซน เทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “วิทย์สร้าง วิทย์เสริม สู่การพัฒนา ล้านนาอย่างแข็งแกร่ง” จะได้พบกับโมเดลสำคัญ คือ “ท่าผาโมเดล” อำเภอแม่แจ่ม เน้นการส่งเสริมอาชีพและลดปัญหาหมอกควัน และ “ม่อนล้านโมเดล” อำเภอพร้าว เน้นการส่งเสริมอาชีพและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตามวิถีชุมชน , 5) โซน ECO Village & ECO School นิทรรศการมีชีวิต จำลองหมู่บ้านเชิงนิเวศ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกิจกรรม “สถานศึกษาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” , 6) โซน Royal Project นิทรรศการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด” การเรียนรู้หลักการทรงงานและศาสตร์พระราชากับการพัฒนาในพื้นที่ การสาธิตอาชีพและจำลองแหล่งเรียนรู้ต่างๆ , 7) โซน โชว์ ช้อป ชิม สินค้าเกษตร ภายใต้แนวคิด “วิสาหกิจชุมชนและตลาดเกษตรกรเพื่อความยั่งยืน” พบกับสินค้าวิสาหกิจชุมชนและตลาดเกษตรกรกว่า 60 บูธ , 8) โซน Investment นิทรรศการ Innovation 4.0 นิทรรศการผลิตภัณฑ์ฮาลาล นิทรรศการและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก 4 จังหวัด , 9) โซน วัฒนธรรม พบกับ ข่วงผญาล้านนา นำคุณค่าสู่ไทยนิยมยั่งยืน การสาธิตกาดหมั้ว การแสดงศิลปวัฒนธรรมจาก 4 จังหวัด ตลอดจนการแสดงการขับซอของเยาวชน โดยสมาคมศิลปินขับซอล้านนา , 10) โซน Northern Thailand Food Valley ซึ่งจะจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผลผลิตทางการเกษตร และเกษตร
แปรรูป จำนวนกว่า 200 บูธ และ 11) โซน OTOP & SMEs ที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ของดีของเด่นจาก 4 จังหวัด พบกับ Pavilion หมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP และการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ของดี 4 จังหวัด จำนวนกว่า 150 บูธ

โดยภายในงานจะได้พบกับสินค้าคุณภาพมากมายที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบล้านนา เหมาะแก่การจับจ่ายซื้อสอยเพื่อตัวเองและเป็นของที่ระลึกของฝาก จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาช๊อป ชิม เที่ยว ในงาน Lanna Expo 2018 ตามวันและเวลาดังกล่าว ซึ่งในพิธีเปิดวันที่ 22 มิถุนายน 2561 จะมี นายวิษณุ เครืองาน รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธี โดยคาดว่าปีนี้จะมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 400,000 คน และมีมูลค่าการจำหน่ายสั่งซื้อสินค้าและบริการไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท

ภาพ กมล เครือนิล ข่าว สุดาภรณ์ อินต๊ะธรรม / ส.ปชส.เชียงใหม่









จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซักซ้อมฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และเดินถล่ม



จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซักซ้อมฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และเดินถล่ม เพื่อเพิ่มศักยภาพของบุคลากร และเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2561 เวลา 10.00 น. ที่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระดับจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 “การฝึกป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม” พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานทหาร ตำรวจ นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน อาสาสมัคร จิตอาสา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฝึกอบรมในครั้งนี้กว่า 500 คน เพื่อเพิ่มศักยภาพของบุคลากร ฝึกทบทวน และเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยสาธารณภัยในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งในแต่ละครั้งสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการซักซ้อมรับมืออยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กำหนดให้การฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเครื่องมือในการเตรียมความพร้อม เพื่อให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดเป็นศูนย์กลางในการระดมสรรพกำลังและทรัพยากรในการจัดการสาธารณภัย รวมทั้งทดสอบการใช้แผนเผชิญเหตุในการอำนวยการและประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการฝึกเฉพาะหน้าที่ (Functional Exercise : FEX) โดยจะมีการแบ่งออกเป็นกลุ่มอำเภอ และนำสถานการณ์อุทกภัยที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2554 มากำหนดเป็นสถานการณ์สมมุติ สำหรับการฝึกในครั้งนี้ได้ฝึกการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในแต่ละระดับ และแผนปฏิบัติการของแต่ละหน่วยงาน ตามลำดับความรุนแรงของเหตุการณ์ และนำผลการฝึกในครั้งนี้เป็นข้อมูลในการปรับปรุง ทบทวน แก้ไข แผนปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น 








ผบ สูงสุดตรวจเยี่ยมการดำเนินการขุดลอกคลองแม่ข่า



ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน และติดตามความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยคาดว่าภายในปีนี้ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่าได้เป็นผลสำเร็จ

  เมื่อวันที่11 มิถุนายน 2561 เวลา 08.00 น. พล.อ.ธารไชยยันต์  ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะเดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน และติดตามความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ บริเวณศูนย์แหนบเชียงใหม่ ซอย BIS 24 รีสอร์ท เขตชุมชนศรีมงคล ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้มีการดำเนินการโดยใช้กำลังพล และเครื่องจักรกลจากกองบัญชาการกองทัพไทย โดยสำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ร่วมกับทางเทศบาลนครเชียงใหม่ และหน่วยงานเกี่ยวข้องในพื้นที่ ดำเนินการขุดลอกและปรับปรุงฟื้นฟูสภาพคลองแม่ข่าและลำน้ำสาขา
ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการอนุรักษ์ และฟื้นฟูคลองแม่ข่า ซึ่งเป็นคลองธรรมชาติที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็น 1 ใน 7 ชัยมงคลของการสร้างเมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.1839 มีแหล่งต้นน้ำมาจากลำห้วยธรรมชาติของเทือกเขาดอยสุเทพ – ปุย คลองแม่ข่ามีความยาวประมาณ 30 กิโลเมตร ไหลผ่านพื้นที่ครอบคลุม 3 อำเภอ คือ อำเภอแม่ริม อำเภอเมืองเชียงใหม่ และอำเภอหางดง โดยสภาพปัจจุบันของคลองแม่ข่าอยู่ในสภาพวิกฤติ ทั้งในด้านปัญหาคุณภาพน้ำที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ริมฝั่งคลอง ปัญหาปริมาณน้ำต้นทุนที่สะอาดโดยจังหวัดเชียงใหม่ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาคลองแม่ข่า และจากการประชุมหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่า จังหวัดเชียงใหม่จึงขอความอนุเคราะห์จากกองบัญชาการกองทัพไทย ในการขุดลอกและปรับปรุงฟื้นฟูสภาพคลองแม่ข่า โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ให้การสนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ให้การสนับสนุนจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมขอรับการสนับสนุนกำลังพล และเครื่องจักรกลจากกองบัญชาการกองทัพไทย โดยสำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ ขุดลอกและปรับปรุงฟื้นฟูสภาพคลองแม่ข่า
สำหรับ สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้ดำเนินการเข้าสำรวจพื้นที่คลองแม่ข่า พบว่าการแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องดำเนินการขุดลอกคลองแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 กิโลเมตรที่ 0 + 000 ถึง 5+ 500 เป็นคลองธรรมชาติ ตั้งแต่ ถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ โดยการดำเนินการ สำนักงานพัฒนาภาค 3 ได้จัดชุดปฏิบัติงานช่าง โดยมีกำลังพล ยานพาหนะ และเครื่องจักรกลเข้าปฏิบัติงาน ซึ่งทางเทศบาลจังหวัดเชียงใหม่ ให้การสนับสนุนน้ำมันเชื่อเพลิงในการดำเนินการ ขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ 3,500 เมตร ช่วงที่ 2 กิโลเมตรที่ 5+500 ถึง 8 +250 เป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กตั้งแต่ถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ถึง ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่ – ลำปาง อยู่ในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ โดยการดำเนินการใช้งบประมาณของ กองบัญชาการกองทัพไทย ช่วงที่ 3 กิโลเมตรที่ 8 +250 ถึง 10+ 200 เป็นคลองธรรมชาติ ตั้งแต่ ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่ – ลำปาง ถึง ถนนมหิดล อยู่ในพื้นที่ เทศบาลนครเชียงใหม่ โดยการดำเนินการ ใช้งบประมาณของกองบัญชาการกองทัพไทย ช่วงที่ 4 กิโลเมตรที่ 10 +200 ถึง 14+00 ระยะทาง 3,800 เมตร ตั้งแต่ถนนมหิดล ถึงประตูน้ำดอนชัย อยู่ในพื้นที่ เทศบอลตำบลป่าแดด การดำเนินการของกองบัญชาการกองทัพไทย โดยสำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา สนับสนุนเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกล เทศบาลตำบลป่าแดด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ให้การสนับสนุนน้ำมันเชื่อเพลิงในการดำเนินการ
ด้าน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า การดำเนินการแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่า เป็นไปด้วยดีและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน โดยการดำเนินงานของกองบัญชาการกองทัพไทย มีการวางแผนในการทำงานทุกขั้นตอน ซึ่งคาดว่าในส่วนที่รับผิดชอบในพื้นที่ตอนกลางอีกประมาณหนึ่งเดือนน่าจะแล้วเสร็จ และในช่วงเขตรับผิดชอบพื้นที่ป่าแดด และคาดว่าภายในปีนี้ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่าได้เป็นผลสำเร็จ โดยส่วนของการเตรียมการแก้ไขและรองรับปัญหาอุทกภัยในพื้นที่นั้น ก็ได้มีการเน้นย้ำตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในการเตรียมการให้ทุกหน่วยมีความพร้อม ดังนั้นในปี้นี้จะมีการแก้ไขจุดอ่อน เตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยจะสามารถช่วยเหลือได้อย่างกว้างขวางมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น








กรมทางหลวง เปิดใช้ทางลอดฟ้าฮ่าม และสะพานข้ามน้ำปิง "ขัวสรีเวียงพิงค์" จังหวัดเชียงใหม่



กรมทางหลวง เปิดใช้ทางลอดฟ้าฮ่าม และสะพานข้ามน้ำปิง "ขัวสรีเวียงพิงค์" จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด และอำนวยความสะดวกในการใช้รถใช้ถนนแก่ประชาชน รวมทั้งมีปลอดภัยในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น

วันที่ 9 มิถุนายน 2561 เวลา 09.00 น. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดทางลอด "ฟ้าฮ่าม" และสะพานข้ามน้ำ "ขัวสรีเวียงพิงค์" ณ บริเวณจุดตัดระหว่างทางหลวงหมายเลข 11 กับทางหลวง หมายเลข 1001 (สามแยกแม่โจ้) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาการจราจรรอบเมืองเชียงใหม่และพื้นที่คอขวดบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำปิง กรมทางหลวงจึงได้มีการก่อสร้างทางลอดแห่งนี้ รวมทั้งขยายและก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิง โดยรูปแบบทางลอดและสะพานออกแบบให้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบล้านนา เช่น โคมไฟ หอซุ้ม ราวสะพาน รวมถึงลานใต้สะพานเพื่อจัดกิจกรรมของชุมชนในงานประเพณีต่าง ๆ

ด้าน นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ทางหลวงหมายเลข 11 ตอน อินทร์บุรี-เชียงใหม่ เป็นทางหลวง แผ่นดินสายหลักเชื่อมการคมนาคมระหว่างจังหวัดภาคกลางกับภาคเหนือด้านตะวันออกและภาคเหนือ ด้านตะวันตก ซึ่งการก่อสร้างเส้นทางสู่ภาคเหนือได้ก่อสร้างช่วงเชียงใหม่-ลําปางเป็นช่วงแรก มีขนาด 2 ช่องจราจร ต่อมาได้รับการขยายให้มีขนาด 4 ช่องจราจร ไป-กลับ นับเป็นทางหลวงสายหลักในการ เดินทางสู่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีความสําคัญในการเดินทางของประชาชน ใช้ในการขนส่งสินค้าการเกษตร และสินค้าพื้นเมือง รวมทั้งเป็นเส้นทางในการเดินทางไปสู่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ และถือเป็นถนนวงแหวนรอบในของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งกรมทางหลวงได้ก่อสร้างทางลอดที่บริเวณจุดตัดกับทางหลวงอื่นๆ ในเขตอําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่แล้วหลายแห่ง ซึ่งทางลอดฟ้าฮ่ามนี้ถือเป็นทางลอดอีกแห่งหนึ่งที่กรมทางหลวงได้ดําเนินการก่อสร้าง ตั้งอยู่ในบริเวณจุดตัดระหว่างทางหลวงหมายเลข 11 กับ ทางหลวงหมายเลข 1001 (สามแยกแม่โจ้) อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ใกล้แหล่งชุมชนที่มีประชาชน อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น จึงทําให้ปริมาณการจราจรติดขัดตลอดแนวทุกทิศทาง โดยเฉพาะในเวลาชั่วโมง เร่งด่วน หรือช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ทําให้เกิดการสูญเสียเวลาและสิ้นเปลืองทางด้านเศรษฐกิจ จึงได้ก่อสร้างทางลอด และสะพานข้ามน้ำปิงเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สำหรับ งานก่อสร้างทางลอดจุดตัดทางหลวงหมายเลข 11 กับ ทางหลวงหมายเลข 1001 หรือทางลอดฟ้าฮ่าม แบ่งงานก่อสร้างออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่  งานทางลอด ก่อสร้างตามแนวทางหลวงหมายเลข 11 เป็นทางขนาด 6 ช่องจราจร ไป-กลับยาว 533 เมตร และ กว้าง 31 เมตร งานก่อสร้างและขยายความกว้างสะพานข้ามแม่น้ำปิง จาก 4 ช่องจราจร เป็น 6 ช่องจราจร ความยาว 140 เมตร และ ก่อสร้างสะพานคู่ขนาน ขนาด 2 ช่องจราจร ด้านซ้ายทางและ ขวาทางของสะพานเดิม ความยาว 160 เมตร รวมงานบันไดเชื่อมต่อทางเท้าสะพาน จํานวน 4 แห่ง งานก่อสร้างและขยายทางหลวงหมายเลข 11 โดยขยายช่องจราจรในทางหลัก จาก 4 ช่องจราจร เป็น 6 ช่องจราจร รวมทั้งก่อสร้างและขยายทางคู่ขนานอย่างน้อย 3 ช่องจราจร โดยก่อสร้างเป็นมาตรฐานทางชั้นพิเศษ ในวงเงิน ค่าก่อสร้าง 1,172,771,000 บาท (หนึ่งพันหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสองล้านเจ็ดแสนเจ็ดหมื่นหนึ่งพันบาท) โดยได้รับการเสนอชื่อทางลอดว่า ฟ้าฮ่าม และ ชื่อสะพานข้ามแม่น้ำปิง คือ ขัวสรีเวียงพิงค์ (ขัว-สะ-หรี-เวียงพิง) เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชนผู้ใช้ทางในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง โดยสามารถลดระยะเวลาในการเดินทาง ตลอดจนแก้ไขปัญหาการจราจร ในบริเวณดังกล่าว ให้ประชาชนมีความสะดวก รวดเร็ว และ ปลอดภัยในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ประปา ไฟฟ้า ได้ร่วมกันปรับ ทัศนียภาพบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำปิงให้ดูโดดเด่นคู่เมืองเชียงใหม่อีกด้วย

ภาพข่าวโดย ณัฏฐ์ สินันตา  /  ส.ปชส.เชียงใหม่







จังหวัดเชียงใหม่ ประชุมเครือข่ายขับเคลื่อนการป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน



จังหวัดเชียงใหม่ ประชุมเครือข่ายขับเคลื่อนการป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรทางถนนและอุบัติเหตุ ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยใช้มาตรการแก้ไขจุดเสี่ยง และมาตรการบังคับใช้กฎหมายด้วยกล้อง CCTV ซึ่งสามารถลดการบาดเจ็บจากการจราจรทางบกได้ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2561 เวลา 09.30 น. ที่ ศูนย์ควบคุมสัญญาณไฟจราจรและกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เทศบาลนครเชียงใหม่ นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมเครือข่ายการขับเคลื่อนการป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยเทศบาลนครเชียงใหม่ บูรณาการความร่วมกับเครือข่ายการดำเนินงานป้องกันการบาดเจ็บจากจราจรทางบก อาทิ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ , กลุ่มงานจราจร ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ , สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินโครงการกล้องวงจรปิด โดยใช้มาตรการการแก้ไขจุดเสี่ยงด้วยกล้อง CCTV และมาตรการบังคับใช้กฎหมายในผู้ไม่สวมใส่หมวกกันน็อก เพื่อลดการบาดเจ็บจากการจราจรทางบก

ทั้งนี้ การดำเนินงานขับเคลื่อนการป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ จากฐานข้อมูลระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข ในพื้นที่ตั้งแต่เดือน มกราคม 2558 ถึงสิงหาคม 2559 พบว่ากลุ่มเสี่ยงของการบาดเจ็บและเสียชีวิต เป็นประชากรนอกพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นส่วนใหญ่ อายุกลุ่มเสี่ยงอยู่ระหว่าง 15-24 ปี เป็นกลุ่มนักเรียน และนักศึกษา พาหนะส่วนใหญ่ที่ใช้คือรถจักรยานยนต์ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือไม่สวมหมวกนิรภัย ร้อยละ 67 และดื่มแอลกฮอล์ ร้อยละ 28 ส่วนใหญ่พบว่าเกิดอุบัติเหตุในช่วงก่อนทำงาน  ไปโรงเรียน หลังเลิกงาน และหลังเที่ยงคืน นอกจากนี้ ยังเกิดการบาดเจ็บมากในช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาว และช่วงฤดูฝน 

สำหรับ การดำเนินงานพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการดำเนินงานป้องกันการบาดเจ็บจากการจราจรในเมืองใหญ่ (City RTI) ของเทศบาลนครเชียงใหม่ พบว่าเครือข่ายมีความร่วมมือกันในระดับที่น่าพอใจ และหากต้องการให้เครือข่ายดังกล่าวนี้ สามารถบูรณาการความร่วมมือกันต่อไปอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ในการป้องกันการบาดเจ็บในพื้นที่ ควรใช้แกนหลักจากบุคลากรในเทศบาลนครเชียงใหม่ ส่วนมาตรการต่างๆ ที่เครือข่ายร่วมกันขับเคลื่อนนั้น จากผลการประเมินได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและหากสามารถแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยวิศวกรรมจราจร กับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายตำรวจและขนส่งได้แล้ว จะสามารถช่วยลดปัญหาการเกิดการบาดเจ็บได้อีกทางหนึ่ง







หลายหน่วยงานในจังหวัดเชียงใหม่ร่วมบูรณาการ จัดกิจกรรมพัฒนาคลองแม่ข่า



หลายหน่วยงานในจังหวัดเชียงใหม่ร่วมบูรณาการ  จัดกิจกรรมพัฒนาคลองแม่ข่า 
เมื่อวันที่ 31 พค.61 บริเวณสะพานคลองแม่ข่า ถนนมหิดล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หลายหน่วยงานในจังหวัดเชียงใหม่เช่น มทบ. 33 สำนักงาน ปภ. สำนักงานชลประทานที่ 1 เทศบาลนครเชียงใหม่ ประชาชนจิตอาสา จำนวนกว่า 100 คน ร่วมบูรณาการทำความสะอาดและขุดลอกคลองแม่ข่า 

หลังจากจังหวัดเชียงใหม่เกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน แต่ปัญหาการระบายลงแม่น้ำปิงในเขตในห้วงที่ผ่านมาเป็นไปด้วยดี แต่มีพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากบริเวณตลาด
ประตูก้อม และย่านศรีปิงเมือง ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพบว่าจุดระบายน้ำลงคลองแม่ข่ามีตะกอนดินสูงส่งผลให้การไหลของน้ำได้ช้า บริเวณ
สะพานถนนมหิดล นายคมสัน สุวรรณอัมพา ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 10 ลำปาง  นายไพรินทร์ ลิ่มเจริญ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและ
บรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดเชียงใหม่ นายวิสาขะ ปัญญาช่วย ผู้อำนวยการส่วนช่างสุขาภิบาล เทศบาลนครเชียงใหม่ พร้อมกำลังทหารจากมลฑลทหารบกที่ 33  
สำนักงานชลประทานที่ 1 และสำนักงานชลประทานเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่และป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จำนวนกว่า 100 คนพร้อมเครื่องจักร กำจัดเศษ
ขยะ เศาวัชพืชและตักตะกอนดินออกที่สะสมเป็นจำนวนมาก ทำให้กีดขวางการไหลของน้ำจากบริเวณย่านศรปิงเมือง เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมขังซ้ำซาก 
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ต้องใช้รถบรรทุกน้ำเร่งดันสูงเข้ามาฉีดตะกอนดินบริเวณใต้สะพานและใช้รถแบคโฮตักออกไป  ซึ่งจะเห็นสีของน้ำและตะกอนดินเป็นสีดำมามีกิน
เน่าเหม็นซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดน้ำท่วมซ้ำซากในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการขุดลอกให้แล้วเสร็จก่อนฝนชุดที่สองจะตกลงซ้ำ