<<<<<..... ลักษณะอากาศทั่วไป วันนี้ ( 12 ธค. 61 )...พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศเย็นโดยทั่วไป อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง โดยภาคเหนือยังคงมีฝนตกได้บางแห่ง สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนคลื่นลมมีกำลังปานกลาง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังในช่วงนี้ ........................>>>>

องคมนตรี เปิดงานนิทรรศการ 36 ปี ศูนย์ฯห้วยฮ่องไคร้ เชียงใหม่



องคมนตรี เปิดงานนิทรรศการ 36 ปี ศูนย์ฯห้วยฮ่องไคร้ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 ธันวาคม 2561 นี้ ที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 

วันนี้ (12 ธ.ค. 61) เวลา 10.00 น. ที่ บริเวณอาคารหอเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ “นิทรรศการ 36 ปี ศูนย์ฯ ห้วยฮ่องไคร้” จังหวัดเชียงใหม่ และร่วมปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ ได้แก่ ไก่ฟ้าหลังขาว จำนวน 9 ตัว ไก่ป่าตุ้มหูแดง จำนวน 9 ตัว โอกาสนี้ได้มอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ชนะเลิศการประกวดตราสัญลักษณ์ของการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ การประกวดผลผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ และมอบใบประกาศนียบัตรโรงเรียนต้นแบบศูนย์เรียนรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง       

นอกจากนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้ร่วมส่งมอบอาคารหอเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  จัดสร้างขึ้นสำหรับเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนทั่วได้ชื่นชมพระราชกรณียกิจ อาทิ นิทรรศการเกี่ยวกับการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการดำเนินชีวิต และประกอบกิจการด้านต่างๆ ทั้งด้านผลิต การตลาด ความเป็นทุนสวัสดิการการศึกษาสังคมและศาสนา รวมไปถึงนิทรรศการพระบรมฉายาลักษณ์เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงพัฒนาพื้นที่ห้วยฮ่องไคร้ตั้งแต่ปี 2530  และภาพวีดีทัศน์

สำหรับ นิทรรศการ 36 ปี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 ธันวาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. ทุกวัน ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่แนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานพระราชดำริในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ และพระราชทานแนวทางการในการแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ทั้งดิน น้ำ ป่าไม้ และอาชีพที่เหมาะสมให้กับราษฎร ซึ่งตลอด 36 ปี ของการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ มีผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ชัดถึงแนวพระราชดำริที่ศูนย์ศึกษาฯ ได้นำมาปฏิบัติโดยด้านสภาพแหล่งน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้ ได้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ เช่น การปลูกเสริมป่า การควบคุมและป้องกันไฟป่า การก่อสร้างฝายต้นน้ำลำธาร (Check Dam) ซึ่งได้สร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนป่า ส่งผลให้มีพันธุ์ไม้นานาชนิดเพิ่มขึ้น ดินมีความร่วนซุยสามารถอุ้มน้ำได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าร่องห้วยธรรมชาติที่เคยแห้งแล้งในช่วงฤดูแล้งมีน้ำไหลตลอด ด้านการพัฒนาป่าไม้ ปัจจุบันสามารถฟื้นฟูสภาพป่าเต็งรังที่เคยเสื่อมโทรมพัฒนาเป็นป่าเบญจพรรณ และยังพบชนิดของพันธุ์ไม้มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกล้วยไม้ท้องถิ่นซึ่งจากการสำรวจและรวบรวมพันธุ์ได้ถึง 51 ชนิด จากเดิมที่เคยสำรวจไว้เมื่อปี 2544 มีเพียง 24 ชนิด สัตว์ป่าเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะนกมีจำนวน 122 ชนิด นอกจากนี้ ยังพบว่ามีนกยูงไทยมีมากกว่า 100 ตัว สำหรับด้านการขยายผลจากการศึกษา ทดลอง วิจัย ได้พัฒนาอาชีพให้กับราษฎรหมู่บ้านรอบศูนย์ถึง 18 หมู่บ้าน เพื่อให้ราษฎรมีอาชีพสามารถพึ่งตนเองได้เป็นการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น พร้อมกับสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

ขอบคุณ ภาพ-ข่าว จาก สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่

กมล เครือนิล ทีมข่าว ที่นี่....เชียงใหม่ Fast News สำนักข่าว เชียงใหม่อัปเดตนิวส์ รายงาน

   








ผบ.มทบ. 33 เป็นประธานเปิดมหกรรมหุ่นฟางครั้งที่ 1 ที่อ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า เชียงใหม่


เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.2561 เวลา 10.00 น. ณ อ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.สาธิต ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานเปิดมหกรรมประกวดหุ่นฟางครั้งที่ 1  ภายใต้แนวคิด “สัตว์ป่าภายใต้พระบารมีพ่อ” ซึ่งได้มีการเปิดตัวหุ่นฟางยักษ์ 9 ตัว เป็นสมาชิกใหม่ หลังเปิดตัวครอบครัวคิงคอง พ่อ แม่ ลูก ไปเมื่อไม่นานมานี้  นับเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยว มาชื่นชมความสวยงามของหุ่นฟาง รวมทั้งสัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง

สำหรับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันได้แก่หุ่นฟางกวางสมัน ของทีมจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และหุ่นฟางสิงโต ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ครองแชมป์ร่วมกัน ได้รับเงินรางวัลรวมกัน 8 หมื่นบาท ส่วนอีก 7 ทีม ก็ได้รับรางวัลชมเชยและรางวัลพิเศษ

พ.อ.สุปกรณ์ เรือนสติ ผู้จัดการสำนักงานฯอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า  กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้มีหุ่นฟางสัตว์ 9 ตัวที่จัดประกวดขึ้นเป็นปีแรก โดยมีการนำเศษฟางที่ได้จากการปลูกข้าวหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จมาสร้างหุ่นเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น สิงโต กระทิง นกยูง ช้าง หมูป่า กวาง เป็นต้น

อ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเนื่องในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันที่ชาวไทยทุกคนร่วมใจน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน จึงได้มีการจัดกิจกรรมประกวดหุ่นฟาง ภายใต้แนวคิด “สัตว์ป่าภายใต้พระบารมีพ่อ” ซึ่งได้จัดการประกวดระหว่างวันที่ 2 ถึง 9 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าแข่งขัน 9 ทีม จาก 3 มหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้ได้ผลงานหุ่นฟางยักษ์เพิ่มขึ้น 9 ตัว จากเดิมที่สถานที่แห่งนี้มีหุ่นฟางคิงคองยักษ์ครอบครัวพ่อ แม่ ลูก

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-5312-1119 
พิกัดแผนที่ >> https://goo.gl/maps/Sqzg2VbsfRG2







รองพ่อเมืองเชียงใหม่ “รองคมสัน” เปิดอาคารไทยนิยม ยั่งยืน บ้านดอนปิน



“รองคมสัน” เปิดอาคารไทยนิยม ยั่งยืน บ้านดอนปิน ผลสำเร็จของการบูรณาการทุกภาคส่วนในหมู่บ้าน งบก่อสร้างทะลุ 5 แสนระดมได้สร้างเสร็จตามกรอบเวลา รองพ่อเมืองแนะให้ดันวัดต้นปินเป็นแหล่งท่องเที่ยว เชื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้เพิ่มให้หมู่บ้าน

ที่วัดต้นปิน หมู่ที่ 5 แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดอาคารดอนปิน-วัดรัฐราษฎร์อุปถัมภ์ (อาคารไทยนิยม-ยั่งยืน) และอาคารดอนปิน-นิวคอนเซ็ปร่วมใจ โดยมี นายธนวัฒน์ ยอดใจ นายกเทศมนตรีเมืองแม่เหียะ นายพิรุณ พลฤทธิ์ กำนันตำบลแม่เหียะ นางอำพร ธนากูล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ต.แม่เหียะ พร้อมด้วยคณะกรรมการหมู่บ้านและประชาคมบ้านดอนปิน ผู้บริหารและสมาชิกสภา ทม.แม่เหียะ กลุ่มพัฒนาสตรีตำบลแม่เหียะ และประชาชนตำบลแม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ


นางอำพร ธนากูล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ต.แม่เหียะ กล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการ ว่า อาคารดอนปิน-วัดรัฐราษฎร์อุปถัมภ์ (อาคารไทยนิยม-ยั่งยืน) เป็นอาคารที่ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำหนดให้ทุกหมู่บ้านได้จัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ตาม “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” หรือโครงการหมู่บ้านละ 2 แสนบาท โดยให้ทุกหมู่บ้านจัดทำโครงการที่เป็นความต้องการของประชาคมหมู่บ้าน ซึ่งประชาคมหมู่บ้าน บ้านดอนปิน หมู่ที่ 5 ต.แม่เหียะ มีมติเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2561 ให้ดำเนินโครงการชื่อ โครงการก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์ บ้านดอนปิน พร้อมกับร่วมกันคิดรูปแบบอาคาร โดยให้เป็นอาคารแบบเปิดโล่งไม่มีเสากลาง กองช่าง เทศบาลเมืองแม่เหียะ ได้ทำการออกแบบให้เป็นอาคารขนาดความกว้าง 12.20 เมตร ยาว 12.25 เมตร พร้อมกับประมาณการค่าก่อสร้างเป็นเงินทั้งสิ้น 461,498 บาท

“ฝ่ายปกครองท้องที่ ได้เสนอโครงการและแบบก่อสร้างตามวงเงินค่าก่อสร้างดังกล่าวต่ออำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการพิจารณาเห็นชอบให้ดำเนินโครงการตามเสนอได้ โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณโครงการไทยนิยม ยั่งยืนฯ จำนวน 200,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ใช้เงินจากหมู่บ้านจ่ายสมทบ ระหว่างการก่อสร้างได้มีการปรับปรุงแบบก่อสร้างเปลี่ยนจากพื้นคอนกรีตขัดมันเป็นงานปูกระเบื้องพร้อมกับติดตั้งพัดลมในอาคารวงเงินก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 72,000 บาท โดยได้รับการบริจาคจากราษฎรในหมู่บ้านและจากวัดต้นปิน สรุปค่าก่อสร้างอาคารหลังนี้รวมทั้งสิ้น 522,000 บาท ซึ่งการดำเนินการก่อสร้างตามโครงการฯ แล้วเสร็จตามเงื่อนเวลาที่โครงการไทยนิยม ยั่งยืน กำหนด” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ต.แม่เหียะ กล่าว


นางอำพรฯ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกอาคาร ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังป้ายวัดต้นปิน เดิมเป็นศาลากลางบ้านซึ่งก่อสร้างมานามมาก เสื่อมสภาพไปกาลเวลา โดยเฉพาะโครงสร้างหลังคา ฝ่ายปกครองท้องที่ หมู่ที่ 5 ตำบลแม่เหียะ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้ทำการปรับปรุงให้เป็นอาคารเอนกประสงค์ พร้อมกับจัดสถานที่เป็นที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน การก่อสร้างปรับปรุงไม่ได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว ซึ่งใช้เงินมากถึง 253,800 บาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนการดำเนินโครงการจากภาคเอกชนในหมู่บ้าน

“จะเห็นได้ว่าการดำเนินการทั้งโครงการก่อสร้างและโครงการปรับปรุงอาคารทั้ง 2 อาคาร เกิดจากความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ วัด และประชาชนบ้านดอนปิน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งในหมู่บ้านชุมชน และเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และจังหวัดเชียงใหม่ ที่ต้องการให้เกิดความสามัคคีขึ้นในทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับหมู่บ้านขึ้นไป” นางอำพร ธนากูล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ต.แม่เหียะ กล่าว


ด้านนายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ผ่านมาทางกระทรวงมหาดไทย เป็นโครงการที่ต้องขับเคลื่อนประเทศให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่ง ยังยืน เป็นการร่วมมือกันในการขับเคลื่อนประเทศในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ ตำบล อาศัยความร่วมมือกันของหน่วยงานองค์กรเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืน คงไม่ต้องอธิบายความให้มากเกี่ยวกับโครงการนี้ เพราะว่าพื้นที่นี้ได้ดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักการของโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ได้เป็นอย่างดี ทั้ง 2 อาคาร แม้จะไม่อยู่ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ทั้งหมด แต่ตอบโจทย์การดำเนินโครงการได้เป็นอย่างดี ว่าพื้นที่บ้านดอนปิน หมู่ที่ 5 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้ดำเนินการภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน บรรลุถึงหลักการของโครงการได้
“อีกประการที่ได้ย้ำกับประชาคมบ้านดอนปินคือ การที่วัดต้นปินเป็นวัดเก่าแก่ มีประวัติความเป็นมายาวนาน ควรที่หารือร่วมกันในการจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จากสถานที่ตั้งที่ไม่ห่างไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่มากนัก ประกอบกับตำบลแม่เหียะใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ทั้งเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีและอุทยานหลวงราชพฤกษ์ สามารถสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงกันได้ก็จะก่อให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้บ้านดอนปินด้วยอีกทาง” นายคมสัน สุวรรณอัมพา รอง ผวจ.เชียงใหม่ กล่าว
นายธนวัฒน์ ยอดใจ นายกเทศมนตรีเมืองแม่เหียะ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย หรือจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งโครงการผ่านมาทางฝ่ายปกครองท้องที่ ในส่วนของเทศบาลเมืองแม่เหียะจะให้การสนับสนุนช่วยการดำเนินโครงการให้สำเร็จโดยสมบูรณ์ เพราะไม่ว่าจะเป็นโครงการมาจากส่วนไหนหน่วยงานใด ประโยชน์ปลายทางผู้ที่จะได้รับคือประชาชน โครงการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารของบ้านดอนปิน หมู่ที่ 5 ต.แม่เหียะ เป็นตัวอย่างการบูรณาการทั้งภาครัฐ ฝ่ายปกครองท้องที่ วัด ประชาชน และเทศบาล ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการให้สำเร็จได้ด้วยดีและอยู่ในกรอบเวลาที่กำหนด




ทต.เชิงดอยสร้างโคมผัดและบัวยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก



 เจ๋งมากขอบอก "คิดไม่ออกบอกลุงคำ" สุดยอดวิศวะนึก นักประดิษฐ์พื้นบ้าน ออกแบบโคมผัดและบัวยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก  ซึ่งจะใช้ในงานเทศกาล
โกมล้านนา ปู่จาผางผะตี๊บ ของเทศบาลตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ทำขึ้นจากแบบในซึ่งอยู่ในหัวไม่มีการร่างแบบใช้เวลา 1 เดือนเศษ เน้นสวยงาม ปลอดภัย ระบบน็อคดาวน์ ถอดแยกไปประกอบได้

สำหรับความอลังการในงานเทศกาลโกมล้านนา ปู่จาผางผะตี๊บ ในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 3 โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 23 พฤศจิกายนนี้ ณ บริเวณหนองบัวพระเจ้าหลวง ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ทางเทศบาลฯได้สร้างโคมผัดแบบล้านนา พร้อมดอกบัวสีชมพู ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นมาสามารถหมุน หุบบานได้ จากฝีมือนักประดิษฐ์พื้นบ้าน จบเพียงชั้นป.4 ของลุงคำ หรือ นายทวี ทะลาบุญ อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 214 บ้านห้วยบ่อทอง หมู่ที่ 10 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังเตรียมประกอบทดสอบของโคมผัดและบัวหมุนได้ เพื่อนำไปโชว์ในอีก 1 สัปดาห์ก่อนจะถึงเทศากาลยี่เป็ง ลุงคำ กล่าวว่าตนเองได้รับแนวคิดจากนายเฉลิม สารแปง นายกเทศมนตรีตำบลเชิงดอย เมื่อ 1 เดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งอยากให้มีความสวยงาม ใหญ่อลังการ เพื่อโชว์แขกบ้านแขกเมืองที่จะมาเที่ยวในงานโกมล้านนา ปู่จาผางผะตี๊บ และจะต้องหมุนได้ ลอยน้ำได้ก็ใช้เวลาคิดอยู่สักระยะโดยไม่มีแบบแปลนอะไรคิดแบบขึ้นมาเอง จนมาได้โคมผัดขนาดกว้าง  6 เมตร สูง 6.50 เมตร นอกจากการออกแบบต่างๆ ให้สวยงามแล้ว ค้องคงทนและมีความปลอดภัยหากนำไปใช้เพราะต้องใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนโครงสร้างหลักมาจากเหล็ก ก่อนจะทำออกมาจนเกือบแล้วเสร็จ เหลือเพียงการขนย้ายไปประกอบและทดสอบในสถานที่จริง

ส่วนดอกบัวที่เป็นโจทย์ยากเพราะต้องหมุน ลอยน้ำ ปลอดภัย ทนต่อการใช้งานเวลาหมุนตลอดเวลา ก่อนจะคิดขนาดออกมากว้าง 6 เมตร สูงรวมกลีบบัว 2 ชั้น ชั้นบน 16 กลับ และชั้นล่าง 8 กลับ หมุนแล้วจะหุบและบานได้ ต้องรับน้ำหนัก ทนทานลอยน้ำ ที่สำคัญต้องปลอดภัยเพราะใช้กระแสไฟเป็นพลังงานในขับเคลื่อน โดยใช้มอเตอร์สามเฟสที่ทนทานต่อการหมุนอยู่ตลอดเวลา ตั้งรอบการหมุนให้เหมาะสม จนทำให้ตอนนี้เกือบแล้วเสร็จสมบูรณ์ เพียงนำไปประกอบลงในน้ำเพราะทั้งสองชิ้นนี้สามารถแยกเพื่อให้สะดวกต่อการขนย้าย เรียกว่าเป็นแบบน๊อคดาวน์ ส่วนราคารวมตกที่ 150,000 บาท นี้เป็นเพียงตัวทดลองจากนี้หากมีให้ประดิษฐ์ขึ้นมาจะถูกพัฒนามีราคาแพงกว่านี้ อย่างไรก็ตามลุงจบการศึกษาชั้นป. 4  แต่ชอบการเรียนรู้จดจำการเป็นช่างออกแบบต่างๆ ก็ใช้การฝึกฝนมาตลอด ได้ผลิตอุปกรณ์ เครื่องใช้ต่างๆ มาจนถูกเรียกว่าสถาปนึก วิศวะนึก ชาวบ้านจะบอกว่า คิดอะไรไม่ออกมาบอกลุงคำ ยอมมีคำตอบให้เหมือนโคมผัดและดอกบัว ที่ทำเป็นครั้งแรกโดยขึ้นออกแบบมาเอง

ด้านนายเฉลิม สารแปง กล่าวว่าตัวโคมผัดนี้ เป็นแบบล้านนา ที่จะใช้รูป 12 นักษัตร ตมความเชื่อ แต่เนื่องจาากหนองบัวพระเจ้าหลวงแห่งนี้ มีความทรงต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงเสด็จมา จึงได้ใช้ภาพการเสด็จมาติดไว้ที่โคมเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช







นักเรียนชราบาลอายุรวมกันกว่าพันปี ฝึกทำโคมไฟหูกระต่ายหูกระต่ายและผางประทีป



 นักเรียนชราบาลอายุรวมกันกว่าพันปี ฝึกทำโคมไฟหูกระต่ายหูและผางประทีปจากของใช้แล้วเพื่อนำมาใช้ในเทศกาลยี่เป็ง โกมล้านนา ปู่จาผางผะตี๊บเป็นปีที่ 3 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 23 พฤศจิกายนนี้ ณ บริเวณหนองบัวพระเจ้าหลวง ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

ที่ห้องประชุม นักเรียนชราบาลวุฒิวิทยาลัยเกือบ 300 คน มีอายุรวมกันกว่า 1 พันปี ได้ร่วมกันฝึกทำโคมไฟล้านนาแบบหูกระต่าย  และการทำผางประทีมจากของใช้แล้ว เพื่อนำไปใช้ในงานเทศกาลโกมล้านนา ปู่จาผางผะตี๊บเป็นปีที่ 3 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 23 พฤศจิกายนนี้ ณ บริเวณหนองบัวพระเจ้าหลวง ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งครูผู้สอนซึ่งเป็นสล่า หรือช่างภูมิปัญหาจากนักเรียนชราบาลด้วยกัน ที่มีความรู้การทำโคมไฟเป็นรูป 12 นักษัตร แบบล้านนา ที่ใช้ปักแล้วนำผงประทีปไปไว้ภายใน ซึ่งใช้การทำแบบวัศดุธรรมาติจากไม้ไผ่ กระดาษพร้อมรูป 12 นักษัตร เพื่อใช้จุดในเทศกาลดังกล่าว ซึ่งการทำผางประทีปที่นี่จะใช้กระป๋องน้ำอัดลมหรือวัสดุเหลือใช้แล้วนำใส่และเทียนแบบโบราณหยอดลงไป ซึ่งจะทดทานแล้วสามารถนำเก็บมาใช้ได้ต่อในครั้งต่อไป ซึ่งเป็นการลดต้นทุนของการใช้ผางประทีปแบบดินปั้น ปริมาณของเทียนมีน้อยหากนำมาประยุกตของวัสดุเหลือใช้จากกระป๋องเครื่องดื่มที่จะใช้เวลาใหความสว่างได้นานขึ้น

อย่างไรก็ตมนักเรียนชราบาลได้จัดแบ่งกลุ่มกันทำโคมไฟ และผางประทีปซึ่งเป็นการฝึกเบื้องต้นจำนวน 50 ชุด ก่อนจะไปถ่ายทอดให้กับบรรดาบุตรหลานญาติที่บ้านเรือนให้นำวัสดุที่มีในพื้นที่มาปรับใช้เพื่อใช้จุดในช่วงเทศกาลยี่เป็งที่ใกล้จะมาถึงนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งของการกิจจกรรมให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้ ถ่ายทอดภูมิปัญหาแก่คนรุ่นใหม่ นอกจากจะสามารถนำไปประกอบอาชีพเสริมได้อีกด้วย