<<<<<..... ลักษณะอากาศทั่วไป ภาคเหนือ วันนี้ ( 22 พค. 2561 )....มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง และลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร กำแพงเพชร ตาก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 กม./ชม........................>>>>

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เรียกประชุมหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายภาคประชาชนแก้ปัญหาป่าแหว่ง



ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เรียกประชุมหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายภาคประชาชน หารือแนวทางก่อนการตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาบ้านพักตุลาการ พร้อมเชิญชวนชาวเชียงใหม่ ร่วมกันปลูกต้นไม้ Kick Off 27 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 เวลา 15.00 น. ที่ ห้องประชุมที่ทำการปกครอง ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ เพื่อหาแนวทางการดำเนินการก่อนการตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้เสนอรายชื่อคณะกรรมการที่จะตั้งเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นทางการ และนายกรัฐมนตรีรับทราบและลงนามแล้ว โดยแนวทางใหม่ที่ประสานลงมา คือให้จังหวัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการต่อสิ่งปลูกสร้างหลังการเข้ารังวัดพื้นที่ ในส่วนของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือถึงปลัดมหาดไทย ให้สั่งการมายังจังหวัดเชียงใหม่แต่งตั้งคณะกรรมการ
นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จะมีคณะกรรมการอำนวยการเป็นคณะใหญ่ และมีคณะทำงานย่อยอีก 2 คณะทำงาน ในส่วนของคณะทำงานจัดการกับสิ่งปลูกสร้าง จะเน้นโครงสร้างวิศวกรสิ่งปลูกสร้าง ธรณีวิทยา ระบบน้ำ พร้อมทั้งศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งปลูกสร้าง ว่ามีความสุ่มเสี่ยงอะไรบ้าง การจะรื้อจะถอนต้องทำอย่างไร ส่วนคณะทำงานฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม จะดูแลเรื่องการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ทั้งระบบดิน น้ำ และป่าไม้ โดยคิดว่าเวลา 2 สัปดาห์คงเพียงพอในการศึกษาข้อเท็จจริงและประชุมคณะกรรมการใหญ่ หลังคณะกรรมการย่อยสรุปมา ซึ่งขณะนี้ได้เร่งหาผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทั้งระบบดิน น้ำ และป่าไม้ รวมทั้งหน่วยงานจากภาครัฐให้ครอบคลุมอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงาน หากได้รายชื่อคณะกรรมการครบถ้วน ก็สามารถแต่งตั้งได้ทันที พร้อมกับวางแนวทางและอำนาจหน้าที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ด้าน นายศิริพงษ์ นำภา ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ร่างคำสั่งเบื้องต้นของคณะกรรมการระดับจังหวัดที่จะตั้งขึ้น อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ 1.ในเรื่องของการศึกษาข้อเท็จจริงข้อกฎหมาย เพื่อวิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางการดำเนินการในส่วนของสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ การฟื้นฟูสภาพป่าจากกรณีก่อสร้างบ้านพักตุลาการ 2.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือในการปฏิบัติงานตามความจำเป็น 3.เชิญผู้แทนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงและจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตามความจำเป็น 4.เสนอแนะและจัดทำแผนดำเนินการในส่วนของสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่และฟื้นฟูสภาพ ต่อนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป 5.ปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
สำหรับ ในวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2561 เวลา 09.00 น. จะเริ่มการเข้าไปปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูป่าดอยสุเทพ โดยใช้ชื่อว่า “โครงการปลูกต้นไม้ฟื้นฟูป่าดอยสุเทพ เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ” ซึ่งจะมีการปลูกต้นไม้ใหญ่ จำนวน 35 ต้น สลับกับหญ้าแฝก พร้อมปลูกต้นไม้รอบๆ พื้นดินที่ไม่อยู่ในเขตอาคารบนพื้นที่ 23 ไร่ จำนวน 300 กล้า เบื้องต้นได้ประสานเชิญ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางมาเป็นประธานในพิธี โดยคาดว่าจะมีประชาชนและหน่วยงานเข้าร่วมกว่า 2,000 คน
ขณะที่ นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กล่าวว่า สิ่งที่อยากได้หลังมีการตั้งคณะกรรมการ คือสัญญาและแบบแปลนการก่อสร้าง เพราะเป็นห่วงเรื่องระบบโครงสร้าง รวมไปถึงเรื่องของมิติทางจารีต ประเพณี และความรู้สึกของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคุณค่าทางจิตใจ คงจะอ้างข้อกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ พร้อมกันนี้ ขอเชิญชวนประชาชนชาวเชียงใหม่ ไปร่วมกันปลูกป่าและทำฝายด้านบนเหนือลำห้วย ในวันที่ 27 พฤษภาคม นี้







ผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่ตรวจสอบพบใบขับขี่ปลอมโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เชียงใหม่



ผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่ตรวจสอบพบใบขับขี่ปลอมโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน หลังจากที่ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการตรวจพบว่าได้มีใบขับขี่ปลอม แพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยจากการตรวจสอบพบว่า ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจพบเป็นจำนวนมาก และจากข้อมูลยังพบว่า กลุ่มมิจฉาชีพจะรับทำใบขับขี่ปลอมให้กับคนไทยในราคาใบละ2,000-5,000 บาท ส่วนนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีนจะมีการจำหน่ายในราคา ใบละ 20,000 บาท สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติเป็นอย่างมาก

ที่ห้องประชุมชั้น 2 สำนักงานขนส่งเชียงใหม่ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พลเอกวิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วย นายเหริน ยี่เซิง กงสุลใหญ่สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จังหวัดเชียงใหม่ นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ขนส่งเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาการมิจฉาชีพปลอมใบอนุญาติขับขี่ปลอมหลอกขายให้กับประชาชนของไทยและนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยในเบื้องต้นทางสำนักงานขนส่งได้มีการเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในการสอบเพื่อขออนุญาตใบขับขี่ ส่วนในเรื่องของปัญหาการปลอมแปลงใบขับขี่นั้น ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบและดำเนินการฝนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตามได้หารือว่ากทำให้ลดปัญหาการซื้อใบขับขี่ปลอมจากกลุ่มมิจฉาชีพลงไปได้ หากมีการรับรองระหว่างทางการไทยและจีนของใบอนุญาติขับขี่รถของสองประเทศถึงความร่วมมือใช้ใบอนุญาติขับขี่รถหว่างไทยและจีน ทำให้กระบวนการของใบอนุญาติขับขี่ดีขึ้น พร้อมให้มีการจัดทำหลักสูตรการสอบใบขับขี่ของชาว
ต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ควรจะเสริมจัดหาอาสาสมัครล่ามภาษาจีนเข้ามาช่ววยเหลือในการมาขอสอบใบอนุญาติขับขี่ของไทย 
นายเหริน ยี่เซิง กงสุลใหญ่สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ประเทศจีนการทำใบขับขี่ถือว่าทำยาก และต้องเก่งจริงๆรัฐบาลจีนจึงจะออกใบขับขี่ให้ ดังนั้นการที่นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และจ.เชียงใหม่ในช่วง 2 ปี มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมาเที่ยว จ.เชียงใหม่ปีละ 2 ล้านคน และในปีต่อไปคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นอีก 5 แสนคน และยังเชื่อมั่นอีกว่าทุกๆปีนักท่องเที่ยวชาวจีนจะเพิ่มปีละ 5 แสนคนต่อเนื่อง ดังนั้นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวให้ประชาชนจีนได้รับทราบถึงการท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้นรัฐบาลจีนได้ทำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประชาสัมพันธ์การเข้ามาใช้บริการต่างๆในประเทศไทย และรวมถึงการใช้บริการรถเช่าชนิดต่างๆก็บอกเตือนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย แจกแผ่นพับตามสถานที่สำคัญต่างๆและที่สนามบินต่างๆทั่วประเทศจีนด้วย และผลการสำรวจนักท่องเที่ยวจีนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพบว่า นักท่องเที่ยวจีนประสบอุบัติเหตุในประเทศไทยลดลงตามลำดับถือว่าน่าประทับใจ แต่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งตนในฐานะรัฐบาลจีน ขอเสนอให้ทำ MOU ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนในการใช้มาตราฐานเดียวกันในการออกใบอนุญาติขับขี่ และใช้มาตราการจับกุมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันนั้นจะได้หรือไม่ ขอให้รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศหารือและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อสรุปต่อไป
นายชาญชัย กีฬาแปง ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ขนส่งเชียงใหม่ ได้มีการตรวจพบประชาชนในพื้นที่เชียงใหม่ บางรายได้มีการนำใบขับขี่ปลอม มาทำการต่อใบอนุญาตขับขี่ที่สถานีขนส่ง โดยล่าสุดได้มีการตรวจพบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีน ตกเป็นเหยื่อกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบจับกุมแก๊งค์เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้อยากฝากเตือนไปยังประชาชน ไม่ควรจะทำการว่าจ้างกลุ่มมิจฉาชีพในการทำใบขับขี่ ซึ่งถ้าหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบ ท่านจะมีความผิดในฐานเจตนาปลอมแปลงเอกสารทางราชการ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน จนถึง 5 ปี ปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ






เครือข่ายทวงคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ยังแสดงจุดยืนติดตามแก้ปัญหาบ้านป่าแหว่ง


เครือข่ายทวงคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ยังแสดงจุดยืนติดตามแก้ปัญหาบ้านป่าแหว่ง จี้ให้รื้อถอนอาคารตามข้อตกลง ไม่เช่นนั้นไม่สามารถฟื้นฟูป่าได้ พร้อมเรียกร้องผู้เชี่ยวชาญกฎหมายร่วมหาทางออก

20 พ.ค.61 เวลา 09.00 น. ที่บริเวณแจ่งกู่เฮือง ในตัวเมืองเชียงใหม่ แกนนำเครือข่ายทวงคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ จัดกิจกรรมแสดงจุดยืนการเรียกร้องให้รื้อถอนอาคารบ้านพักตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 เชิงดอยสุเทพ โดยนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ แกนนำกล่าวว่า ทางกลุ่มยังมีความเป็นห่วงเรื่องการยื้อเวลาและหากยังไม่มีการรื้อถอนอาคารดังกล่าว ตามผลการเจรจาก็จะไม่สามารถเข้าไปดำเนินการฟื้นฟูป่าตามเจตนารมย์ได้ ทั้งนี้ได้มีการติดป้ายแสดงสัญลักษณ์ว่า"จนกว่าจะรื้อ"ในจุดสำคัญ 6 จุดของเมืองและจะไม่นำออกจนกว่าจะมีการรื้อถอนอาคารออกไป เนื่องจากขณะนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าในการแต่งตั้งคณะทำงาน 2 ชุดตามที่ตกลงไว้ นอกจากนี้ยังขอให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทั่วประเทศแสดงความเห็นและแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันผ่านทางเพจ ทวงคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ซึ่งวันเดียวกันนี้จะมีการประชุมหารือกิจกรรมที่จะเริ่มต้นฟื้นฟูป่าในวันที่ 27 พฤษภาคมที่ มทบ.33 ด้วย.



วอนช่วยเหลือหนุ่มแม่แจ่มเสาหลักของครอบครัวถูกรถชนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา



 หนุ่มแม่แจ่ม  จังหวัดเชียงใหม่พักการเรียนในมหาวิทยาลัย ออกมาสมัครเป็นทหารเกณฑ์เพราะอยากสอบเป็นนายสิบหวังเพื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระแม่เนื่องจากทางบ้านมีฐานะยากจนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดโชคร้ายขณะที่เป็นพลทหารและสอบติดนายสิบแล้วกำลังจะไปรายงานตัวถูกรถเก๋งขับพุ่งชนอาการสาหัสกะโหลกสมองร้าวและยุบกลายเป็นเจ้าชายนิทราแม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบมารักษาวอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ

เป็นกิจวัตรประจำวันที่ นาง ภัทรัช วรรณคำ หรือป้าไล อายุ 60 ปี ผู้เป็นแม่จะค่อยดูแลเช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม และทำกายภาพบำบัดให้กับ นาย นิธินันท์ วรรณคำ อายุ 23 ปี หรือ น้องปาน ลูกชายที่นอนป่วยเป็นเจ้าชายนิทราอยู่บนเตียงภายในห้องนอนของบ้านพัก  ในหมู่บ้านกลางโต้ง  ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่หลังจากเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2560 เวลาประมาณเที่ยงคืนน้องปานถูกรถเบนซ์ขับพุ่งชน บริเวณถนนหน้าสวนสุขภาพมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนสลบคาที่สมองได้รับการกระทบกระเทือนแพทย์ต้องผ่าตัดถึงสองครั้ง
นางภัทรัช ผู้เป็นแม่เล่าว่า น้องปานเป็นเด็กดีเป็นความหวังของครอบครัวหลังจากเรียนจบ ชั้นม.ปลายได้สอบติดคณะวิศวไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา แต่เรียนได้เพียงสองปี ต้องพักการเรียนไว้ เพื่อจะออกมาทำงานช่วยแม่หาเงิน เพราะทางบ้านมีฐานะยากจน และเมื่อเขาเปิดสอบนักเรียนพลตำรวจที่จังหวัดลำปาง น้องปานได้เดินทางไปสอบติดอันดับที่ 14 แต่ทดสอบสายตาๆบอดสี จึงไม่ติด ต่อมามีการคัดเลือกทหารเกณฑ์ น้องปานจึงได้สมัครเข้าไปเป็นเพื่อที่จะปูทางไว้สอบนายสิบ และได้เข้าไปเป็นทหารเกณฑ์ที่ค่ายกาวิละ  กระทั่งเปิดสอบนายสิบ น้องปานจึงได้เข้าสอบและสอบติดเตรียมจะไปรายงานตัวในเดือนพฤศจิกายน 2560  แต่ก็มาประสบอุบัติเหตุเสียก่อน  ซึ่งก่อนหน้าที่น้องปานจะประสบอุบัติเหตุน้องปานโทรมาหาตนและพูดว่ามาแม่ปานใกล้จะปลดจากการเป็นทหารเกณฑ์แล้วจะได้ไปเรียนนายสิบจบออกมาจะได้ช่วยแม่ทำงานหาเงินใช้หนี้ที่ไปกู้ยืมมาส่งเสียปานเรียน แต่น้องก็ไม่สามารถทำตามความฝันได้โชคร้ายมาประสบอุบัติเหตุก่อน  แม่ต้องพาน้องปานไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่โดยใช้สิทธิสามสิบบาทรักษาทุกโรค จนแพทย์ให้น้องปานย้ายมาพักรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลค่ายกาวิละใช้สิทธิ์พลทหาร



 พอถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2561 น้องปานปลดประจำการทางแพทย์จึงอนุญาตให้นำตัวกลับพักรักษาต่อที่บ้าน ทำให้ทุกวันนี้ทั้งผู้เป็นแม่และน้องปานต่างรับความลำบากเนื่องจากทุกๆเดือนแพทย์จะต้องนัดน้องปานมาดูอาการ บางเดือนต้องพบแพทย์ถึงสองครั้ง ทำให้แม่ต้องไปกู้ยืมเงินกลุ่มแม่บ้าน / เงินกองทุนและเงินนอกระบบมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาน้อง /รวมไปถึงค่ายา/ค่าอาหารเสริมที่ให้อาหารท้องช่องท้อง/ค่าผ้าขนหนูที่ต้องตัวน้องปานเนื่องจากแพ้แพมเพริสถ้าใส่นานๆจะทำให้ผื่นขึ้นและอาจเป็นแผลกดทับจากเดิมที่นางภัทรัช มีอาชีพเป็นหมอนวดแผนโบราณ หลังน้องป่วยเป็นเจ้าชายนิทรา เธอก็ไม่สามารถออกไปรับจ้างนวดได้เพราะต้องค่อยดูแลบุตรชายอย่างใกล้ชิดเนื่องจากต้องค่อยดูดเสมหะที่ติดคอ และค่อยดูอาการชักเกร็งถ้าหากมีอาการร้อนจัดเนื่องจากเซลล์สมองตายมีเงินรายได้จากเบี้ยคนพิการของปานเดือนละ 800 บาทเท่านั้น ที่ผ่านมาได้ยื่นเรื่อขอเงินสงเคราะห์ไปที่ พม . จังหวัดเชียงใหม่สองเดือนกว่าแล้วแต่เรื่องยังเงียบ



แม่น้องปาน เล่าเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้อากาศที่ร้อนอบอ้าวน้องปานมักจะมีอาการชักเกรงและมีเหงื่อออกเสี่ยงต่อการเป็นแผลกดทับ ทำให้แม่ต้องหาเงินมาติดแอร์และเปิดไว้ตลอดเวลาเพื่อให้น้องปานมีอาการดีขึ้น ทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการไปหาหมอในตัวเมืองเชียงใหม่ค่ารถไปกลับครั้งละ สองพันกว่าบาท มีเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องพากันเรี่ยไรบริจาคให้เพราะสงสารน้องปาน นอกจากนี้ยังได้เงินดังนั้นนางภัทรัช จึงขอวอนผู้ใจบุญช่วยเหลือน้องปานด้วยเพราะเธอเชื่อว่าหากมีเงินและได้รับการรักษาที่ดีใกล้ชิดแพทย์ตลอดน้องปานอาจมีโอกาสหายเป็นปกติเนื่องจากเวลาเธอพูดกับลูกชายน้องยังมีอาการตอบสนองน้ำตาไหลเหมือนรับรู้สิ่งที่แม่กำลังพูดอยู่สำหรับผู้ใจบุญท่านใดต้องการช่วยเหลือน้องปาน สามารถบริจาคเงินช่วยเหลือน้องได้ที่ บัญชี นางภัทรัช วรรณคำ  หมายเลขบัญชี  279-2-21664-6  ธนาคารกสิกรไทย สาขาช้างเผือก เชียงใหม่หรือติดต่อสอบถามให้ความช่วยเหลือครอบครัวน้องปานได้ที่หมายเลข 093-246-7004 แม่ของน้องปาน





ดอยสุเทพ-ปุย จัดระเบียบประเพณีเตียวขึ้นดอย61



ดอยสุเทพ-ปุย จัดระเบียบประเพณีเตียวขึ้นดอยโรงทานให้ลงทะเบียนเพื่อลดขยะตกค้าง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จัดระเบียบของผู้มาทำโรงทานแจกอาหารและน้ำดื่มแก่ผู้เดินขึ้นดอยสุเทพให้มาลงทะเบียน พร้อมรับอาสาสมัครช่วยเหลือผ่านทางไลน์  ID: wimolshaya   ในงานไหว้สาป๋าระมีพระบรมธาตุดอยสุเทพ ถวายน้ำสรงพระราชทานสืบสาน ประเพณีเตียวขึ้นดอย วันวิสาขบูชา ที่ 28 พฤษภาคม 2561

นายกริชสยาม คงสตรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เผยว่าในปีนี้ได้จัดทำวีทีอาร์ พร้อมประชาสัมพันธ์ผ่านทางเพจ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย สำหรับผู้ที่จะมาทำโรงทานในงานประเพณีเตียวขึ้นดอย 2561 ต้องลงทะเบียนกับอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุยเท่านั้น ผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนโรงทานปีนี้ จะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นดอยสุเทพ และ ปีนี้ที่ประชุมมีมติห้ามไม่ให้มีการขายของเราจะพลักดัน ให้มีการลดขยะจากต้นทาง "เติมน้ำเตียวดอย" สำหรับโรงทานที่จะบริจาคน้ำในโรงทาน ปีนี้ขอความร่วมมือเปลี่ยนมาบริจาค "กระติกน้ำมีหูหิ้ว" ที่สามารถให้พุทธศาสนิกชนผู้มาแสวงบุญ ได้ใช้ในการเติมน้ำ แทนการแจกน้ำดื่มเป็นขวด และตั้งจุดบริการเติมน้ำแทนการแจกน้ำขวดแทนขอเรียนเชิญผู้ที่ลงทะเบียนโรงทานแล้ว ร่วมประชุมเพื่อหารือในการทำโรงทานปลอดขยะปีนี้ ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 เวลา 14:00 น. ณ ด่านตรวจห้วยแก้ว อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุย ข้อปฏิบัติในการทำโรงทาน
1. ไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และของมึนเมาทุกชนิด
2. ไม่ใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหารสำหรับแจกจ่าย และ/หรือ จำหน่ายแก่ประชาชนโดยเด็ดขาด
3. งดใช้บรรจุภัณฑ์น้ำประเภทแก้วพลาสติกบางและหลอด ใช้เฉพาะบรรจุภัณฑ์ประเภทที่สามารถรีไซเคิลได้เท่านั้น
4. เมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินการแล้ว จะต้องเก็บกวาดพื้นที่บริเวณโดยรอบให้สะอาดเรียบร้อย 
และให้อยู่สภาพเดิม
5. งดนำอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ในงานไหว้สาป๋าระมีพระบรมธาตุดอยสุเทพ ถวายน้ำสรงพระราชทานสืบสานประเพณีเตียวขึ้นดอย วันวิสาขบูชา ที่ 28 พฤษภาคม 2561
หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้น อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยพิจารณาไม่อนุญาตให้ดำเนินการในโอกาสต่อไป จุดรับลงทะเบียนโรงทานคือ ด่านตรวจห้วยแก้ว เลยอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยไป 200 เมตร อยู่ซ้ายมือ- เรารับอาสาสมัคร ที่จะมาช่วยงานหลายหน้าที่ โดยลงทะเบียนได้ที่  Line ID: wimolshaya มาช่วยกันทำให้เส้นทางบุญ ปลอดขยะ 
อย่างไรก็ตามปัญหาขยะในปีที่แล้ว พร้อมนำเสนอสถิติรอบด้านที่บางข้อมูลเพิ่งมีการเริ่มเก็บ ทำให้เราได้ข้อมูลเชิงลึกหลายๆอย่าง โดยเฉพะาปริมาณโรงทาน อาหาร และน้ำดื่มที่มากเกินความจำเป็นของ นักแสวงบุญ ทำให้เกิดปัญหาขยะล้นดอยเพียงชั่วข้ามคืน แม้ว่าการจัดเก็บจะทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ปริมาณขยะ 27 ตัน ในหนึ่งคืน บนพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ไม่น่าจะส่งผลดีทางระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมปีนี้ ทางอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุย และภาคีเครือข่ายร่วมกันวางแผนการทำงานเชิงรุก และเราพยามจะผลักดัน "ดอยสุเทพโมเดล" เป็นการจัดการขยะจากต้นทางอย่างมีส่วนร่วม มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา
หมายเหตุคลิปภาพ จากเพจ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย