<<<<<..... ลักษณะอากาศทั่วไป เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ ( 17 พค. 60 )....พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากอาจทำให้น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่จะเกิดขึ้นในระยะนี้ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือบริเวณดังกล่าวควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้ไว้ด้วย ...............>>>>

“กรมอุตุฯ” เตือน 17-18 ฝนตกหนักถึงหนักมาก ภาคเหนือโดนเต็มๆ


“กรมอุตุฯ” เตือน 17-18 ฝนตกหนักถึงหนักมาก ภาคเหนือโดนเต็มๆ
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา
"ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบนและคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 17 ถึง วันที่ 18 พฤษภาคม 2560) "
ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2560
บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นได้ โดยมีผลกระทบตามภาคต่างๆดังนี้
ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร สุโขทัย กำแพงเพชร และตาก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์
ภาคกลาง บริเวณจังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
และภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากอาจทำให้น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่จะเกิดขึ้นในระยะนี้
สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ชาวเรือบริเวณดังกล่าวควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้ไว้ด้วย
ทั้งนี้เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณชายฝั่งของประเทศเมียนมา และมีแนวโน้มจะเคลื่อนที่เข้าปกคลุมประเทศเมียนมาในช่วงวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2560 ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยจะมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตก และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น
ประกาศ ณ วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น.
กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไป ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น.
(ลงชื่อ) วันชัย ศักดิ์อุดมไชย
(นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย)
อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา




พ่อเมืองเชียงใหม่เปิด “ปงยั้งม้า”และร่วมกิจกรรม “Go Green Ride a Horse”


 พ่อเมืองเชียงใหม่เปิด “ปงยั้งม้า”และร่วมกิจกรรม “Go Green Ride a Horse”  
 “ปงยั้งม้า”หรือ Pong Horse Park Country Style ศูนย์ฝึกม้าที่ไม่ใช่แค่สถานที่ฝึกม้าเท่านั้น ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่อยากท่องเที่ยวแบบผจญภัยด้วยการ “ขี่ม้า” ท่องเส้นทางธรรมชาติ
เมื่อไม่นานนี้ “ปงยั้งม้า” ยังได้จัดกิจรรม “Go Green Ride a Horse” โดยมีนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานเปิดงาน โดยมีแนวคิดในการขี่ม้าท่องธรรมชาติ พร้อมๆ กับปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มจำนวนต้นไม้ในป่า โดยจะเริ่มต้นครั้งแรกที่จำนวน 500 ต้น
“คุณพนม มาลีพัตร” เจ้าของ “ปงยั้งม้า” กล่าวว่าจากการที่ได้พาเยาวชนและลูกศิษย์ขี่ม้าไปตามเส้นทางธรรมชาติก็สังเกตเห็นว่าตลอดสองข้างทางยังมีพื้นที่สำหรับปลูกป่า อีกทั้ง “มูลม้า” ก็เป็นปุ๋ยอย่างดี ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้เยาวชนและผู้ที่รักการขี่ม้ามีจิตสำนึกรักธรรมชาติจึงผุดโปรเจค Go Green Ride a Horse ขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่ทำโปรเจคขึ้นมาเฉยๆ หากแต่ยังจะมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพราะตลอดเส้นทางที่ปลูกต้นไม้นั้น ก็เป็นเส้นทางสำหรับการฝึกขี่ม้าดังนั้นจึงสามารถดูแลต้นไม้ได้อย่างต่อเนื่อง
“ปงยั้งม้า” อยู่ติดกับทุ่งนาเขียวชอุ่มและภูเขาดอยสุเทพตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ผู้ที่มาฝึกขี่ม้าที่นี่นอกจากจะเป็นการเพิ่มทักษะด้านขี่ม้าแล้วยังเป็นการพักผ่อนภายในตัวอีกด้วย ส่วนผู้ปกครองที่มาด้วยก็มีโซนร้านอาหารไว้บริการด้วยเมนูที่หลากหลาย
การเดินทางนั้น จากสี่แยกสะเมิงให้ขับไปทางบ้านฟ่อน วัดระยะทาง 6 กิโลเมตร พอดี ( บวกลบสัก 30 เมตร )  ก่อนถึงโค้งให้สังเกตปั๊มปตท.ประพันธุ์บริการ  ช่วงโค้งให้ชะลอรถเพราะทางเข้าจะอยู่โค้งที่สอง มองซ้ายมือไว้ครับจะมีป้ายบอกทาง “Pong Horse Park” ให้ขับไปอีก 700 เมตร ก็จะถึงแล้วครับ ให้ชัวร์กด GPS หรือทำความเข้าใจเส้นทางจาก Google Map ก่อนจะดีกว่าครับ.
กมล เครือนิล ทีมข่าว "ที่นี่....เชียงใหม่" สำนักข่าว เชียงใหม่อัปเดตนิวส์ รายงาน







พิงคนครฯชวนเที่ยวเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีฟรี ..กับสายการบินชั้นนำ วันนี้ – 30 กันยายน 2560


สำนักงานพัฒนาพิงคนคร ชวนเที่ยวเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีฟรี ..กับสายการบินชั้นนำ วันนี้ – 30 กันยายน 2560

          เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่  8 พฤษภาคม 2560 สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ร่วมกับ สายการบินไทย, สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส, สายการบินไทยสไมล์ และสายการบินไทยไลอ้อน แอร์ แถลงข่าวการจัดแพ็กเกจส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โดยมี ดร.ศราวุฒิ ศรีศกุน ผู้อำนวยการสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี พร้อมด้วยคุณพวงเพชร กุลทวี ผู้จัดการสำนักงานขายจังหวัดเชียงใหม่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), คุณนวพร ไกรสุทธิ์ Business Consultant Chiang Mai สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส, คุณขวัญเนตร อิฏฐการุณย์ Senior Sale Executive Sales and Distribution สายการบินไทยสไมล์, คุณกัมปนาท สังขานนท์ ผู้จัดการสถานีเชียงใหม่ สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ และ คุณทรรศมน แก้วเป็ง เจ้าหน้าที่ส่วนบริการท่าอากาศยาน จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมแถลงข่าว ณ สำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 
          ดร.ศราวุฒิ  ศรีศกุน ผู้อำนวยการสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เปิดเผยว่า เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัด   ที่มีท่าอากาศยานนานาชาติ มีความได้เปรียบในด้านของการท่องเที่ยว และเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งของภาคเหนือที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยว  ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี จึงได้ร่วมกับสายการบินชั้นนำ คือ สายการบินไทย, สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส, สายการบินไทยสไมล์ และสายการบินไทยไลอ้อน แอร์ จัดแพ็กเกจสุดคุ้ม โดยจัดบริการรถ รับ-ส่ง จากท่าอากาศยานเชียงใหม่ - เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ช่วงเวลา 16.30 - 19.00 น. และส่งผู้โดยสารกลับในบริเวณเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่   
           นอกจากนี้ยังได้มอบสิทธิพิเศษ ... เข้าเที่ยวชมเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ... สำหรับผู้ถือบัตรโดยสาร Bording Pass ของทุกสายการบิน สำหรับ 5 ท่านแรก ที่ใช้บริการรถรับ - ส่งของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และสำหรับผู้โดยสาร คนที่ 6 เป็นต้นไป รับส่วนลด 20% ของราคาบัตรเข้าชม  และพิเศษสุดในการเข้าพัก Chiang Mai Night Safari Resort ในราคา 999 บาท/2 ท่าน (ราคาปกติ 1,800 บาท) พร้อมมอบบัตรเข้าชมเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ฟรี 2 ท่าน ซึ่งแพ็กเกจสุดคุ้มนี้สามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2560 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โทร. 053-999000, 053-999010



ภาคีเครือข่ายชุมชน ร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ จัดกิจกรรม "หมุดไม้ หมายเมือง"


ภาคีเครือข่ายชุมชน ร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ จัดกิจกรรม "หมุดไม้ หมายเมือง" หวังเพิ่มพื้นที่สีเขียว คืนธรรมชาติให้กับเมืองใหญ่ นำร่องปลุกต้นคูน หรือต้นราชพฤกษ์ เกาะกลางถนนท่าแพ พร้อมต่อยอดโครงการคืนความสดใสให้กับเมืองเชียงใหม่ 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 เม.ย.60 ที่บริเวณภายในวัดแสนฝาง ถ.ท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายไพศาล สุรธรรมวิทย์ เลขานุการนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ พร้อมด้วย เครือข่ายชุมชน  เครือข่าย เขียว สวย หอม และภาคีเกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม "หมุดไม้ หมายเมือง" ที่เป็นกิจกรรมรณรงค์การปลูกต้นไม้ และดูแลต้นไม้เมืองเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มความร่มรื่น และสร้างบรรยากาศอันดีต่อภาพรวมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งใน 5 โครงการย่อยภายใต้โครงการ Spark U Chiang Mai ที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างพื้นที่สีเขียวในตัวเมืองเชียงใหม่ให้เพิ่มมากขึ้น 
 โดยในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้มีการนำ "หมุด" หมายแรกคือ การนำต้นคูน หรือต้นราชพฤกษ์ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำชาติ มาปลูกลงบนเกาะกลางถนน บริเวณด้านหลังวัดแสนฝาง เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวแห่งแรกริมถนนท่าแพ ที่ถือเป็นถนนสายหลักที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น โดยมีการนำ "น้องฟาน" มาสคอต สัญลักษณ์ของโครงการมาร่วมสร้างสีสันและประชาสัมพันธ์การจัดโครงการในครั้งนี้อีกด้วย และนอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมดนตรีโดยวง "ดีเกฮูลู บูเก๊ะยารง" วงดนตรีเยาวชนจาก ต.แว้ง อ.แว้ง จ.นราธิวาส และการเสวนาเรื่อง "ความสำคัญของต้นไม้ใหญ่" โดยเทศบาลนครเชียงใหม่ พระสงฆ์ และประชาชนย่านประตูท่าแพ 
 ทั้งนี้ นายไพศาล สุรธรรมวิทย์ เลขานุการนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมที่ได้มีการจัดขึ้นในวันนี้ เป็นกิจกรรมที่ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ ได้ร่วมกับทางเครือข่าย เขียว สวย หอม จัดขึ้น โดยมีกลุ่มคนพลังรุ่นใหม่ได้เห็นความสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ที่มีความสวยงามและมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน แต่ยังคงขาดการดูแล ดังนั้นทางเครือข่ายจึงได้ประสานกับทางเทศบาลนครเชียงใหม่ ในการดำเนินโครงการเพื่อต้องการให้เมืองเชียงใหม่กลับมามีบรรยากาศที่สดชื่น ร่มรื่น เหมือนในอดีต โดยเฉพาะในเรื่องของต้นไม้ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งในอดีตเมืองเชียงใหม่นั้นเคยมีต้นไม้มากมาย และจะเห็นนได้ว่าตามถนนหลักๆ หลายสายก็จะมีต้นไม้ใหญ่ และต้นไม้หลายจุดหายไปในปัจจุบัน และหากไม่ทำอะไรซักอย่างอาจจะทำให้บรรยากาศเหล่านนี้หายไป
 ขณะเดียวกันทางเครือข่ายก็ได้มาหารือกับทางเทศบาลนครเชียงใหม่เพื่อขอคำแนะนำในการที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียว หรือการปลูกต้นไม้ ที่ควรจะเริ่มจากจุดไหนก่อน ทางเทศบาลจึงได้แนะนำจุดที่เหมาะสมในการเริ่มดำเนินการครั้งนี้คือที่บริเวณถนนท่าแพ ด้านหลังวัดแสนฝาง ซึ่งในอดีตเคยเป็นประตูเมืองเดิม แต่บริเวณจุดนี้เป็นถนนท่าแพที่มีความสำคัญของเมือง ประกอบกับมีการจราจร และการสัญจรของยวนยานพาหนะที่หาแน่น รวมทั้งได้มีการสอบถามความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนในการดำเนินการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มความร่มรื่นก้ได้ข้อสรุปว่า ต้นคูน หรือต้นราชพฤกษ์ มีความเหมาะสมที่สุด โดยในช่วงฤดูแล้งก็จะผลิดอกสีเหลืองสวยงาม และไม่มีความสูงใหญ่มากนักอีกทั้งมีการดุแลที่ง่าย จึงมีมติร่วมกันว่านำต้นดังกล่าวมาปลูกโดยเริ่มจากบริเวณเพาะกลางถนนด้านหลังวัดแสนฝางเป็นจุดแรกของการเริ่มต้นครั้งนี้ นอกจากนี้การดำเนินการในขั้นตอนต่อไปจากนี้ ทางเครือข่ายได้มีการพูดคุยกับทางวัด ซึ่งถนนสายนี้มีวัดอยู่หลายแห่ง เพื่อขอปลูกต้นไม้บริเวณริมกำแพงวัดด้านใน เพื่อสร้างความร่มรื่น และคิดว่าเป็นเรื่องดีที่ควรพลักดันให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

กมล เครือนิล ทีมข่าว "ที่นี่....เชียงใหม่" Fast News. สำนักข่าว เชียงใหม่อัปเดตนิวส์ รายงาน







พ่อเมืองเชียงใหม่ ย้ำให้ทุกพื้นที่ ฉีดพ่นน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ


ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ย้ำให้ทุกพื้นที่ ฉีดพ่นน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ ลดปัญหาฝุ่นละอองตามแผนที่กำหนด แต่พื้นที่ใกล้เครื่องวัดคุณภาพอากาศ ให้ฉีดพ่นได้ในระยะที่ คพ. ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบ ระบุเชียงใหม่ให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก ชูเวียงแหงโมเดล จับมือเผาเข้าค่ายปรับทัศนคติ นำตัวไปช่วยดับไฟป่าอย่างน้อย 7 วัน
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2560 นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานศูนย์อำนวยการสั่งการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่ ที่ห้องศูนย์ประชุมวอร์รูมไฟป่า ชั้น 1 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ และได้มีการเชื่อมสัญญาณระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร้นท์ กับนายอำเภอทั้ง 25 อำเภอ เพื่อติดตามสถานการณ์แก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากได้สั่งการให้ทุกอำเภอสำรวจจุดเสี่ยงที่คาดว่าจะมีการเผา โดยในเขตป่าสงวน และพื้นที่ชุมชน ริมทางหลวง ซึ่งพบสถิติการเผาไหม้เพิ่มขึ้น
นายปวิณ กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์หมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่ดีขึ้นมาก มีเพียงวันเดียวที่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐาน ในวันที่ 24 มีนาคม 2560 ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 153 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และลดลงเหลือ 119 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ในวันถัดมา มีสถิติจุดความร้อนที่เกิดขึ้น 524 จุด นับตั้งแต่ประกาศห้ามเผา วันที่ 20 กุมภาพันธ์- 26 มีนาคม 60 ใกล้เคียงกับปี 2559 ในช่วงเวลาเดียวกัน อยู่ที่ 510 จุด มากกว่าปีที่แล้วเพียง 14 จุด โดยเชียงใหม่ตั้งเป้าที่จะลดจุด Hotspot ลงร้อยละ 20 ของปีที่แล้ว คือ ไม่เกิน 797 จุด
“ทุกมาตรการที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ดำเนินการ ก็เพื่อดูแลรักษาสุขภาพของคนเชียงใหม่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ การฉีดพ่นละอองน้ำ ลดหมอกควันได้กำชับให้ทุกท้องถิ่น ทุกอำเภอดำเนินการตามแผนที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง แต่ในพื้นที่ที่มีเครื่องวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษให้พิจารณาไม่ฉีดพ่นในระยะที่ใกล้เกิน 20 เมตร ตามระยะที่กรมควบคุมมลพิษ ยืนยันว่า ไม่มีผลกระทบต่อเครื่องวัด”
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า พื้นที่ที่ยังเป็นห่วง และเน้นย้ำให้ชัดชุดลาดตระเวนต่อเนื่อง คือ พื้นที่ริมถนนหลวง พื้นที่ป่าที่ยังไม่มีการเผาไหม้ที่เกิดการสะสมของเชื้อเพลิง ที่อำเภอเชียงดาว, ไชยปราการ, พร้าว, แม่แตง, แม่วาง, วันป่าตอง, หางดง, สันทราย, สันกำแพง และแม่ออน แม้จะไม่พบการเผาไหม้ในปริมาณมาก แต่หากเกิดขึ้นควันไฟจะถูกพัดเข้าในเขตเมือง จึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ศูนย์วอร์รูมไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่ เป็นห่วงว่า ที่ผ่านมา 35 วันของการเฝ้าระวัง ชุดปฏิบัติการในพื้นที่ทำงานอย่างหนัก ในการลาดตระเวนและเฝ้าระวัง และเข้าดับไฟป่าเมื่อได้รับแจ้ง อะไรที่จังหวัดจะให้การสนับสนุนได้ก็จะดำเนินการเต็มที่ เพราะเวลาที่เหลืออีก 25 วัน ถือเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเข้มข้น
“ในการซุ่มจับกุม ผู้ลักลอบเผา ให้ทุกอำเภอ ยึดอำเภอเวียงแหงตัวอย่าง เมื่อจับกุมคนเผา ดำเนินคดีแล้ว ให้ประสานหน่วยทหารในพื้นที่ หรือชุดบรรเทาสาธารณภัย 12 ชุด ที่ประจำใน 11 อำเภอ นำตัวคนเผาป่าไปปรับทัศนคติ และพาเข้าไปดับไฟป่าอย่างน้อย 7 วัน เพื่อให้รู้ถึงความลำบากในการเข้าดับไฟ”

กมล เครือนิล ทีมข่าว "ที่นี่....เชียงใหม่" Fast News สำนักข่าว เชียงใหม่อัปเดตนิวส์ รายงาน





รองผู้ว่าฯชีแจงข้อเท็จจริงกรณีพ่นน้ำบริเวณสามกษัตริย์


"ที่นี่....เชียงใหม่" Fast News 
นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจง เรื่องการพ่นน้ำที่บริเวณหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ต่อมาสื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวเกรงว่าการพ่นน้ำนั้นจะส่งผลกระทบต่อเครื่องวัด PM10  วัดค่าประมวลผลผิดค่าจากข้อเท็จจริงหมายถึงว่าทำให้ค่ามวลพิษต่ำกว่าความเป็นจริงนั้นขออธิบายด้วยสองเหตุผลดังนี้ เหตุผลข้อที่1 จังหวัดยอมรับว่าการไปตั้งเครื่องพ่นน้ำตรงยั้นเป็นความจริงด้วยความจำเป็นที่ว่าในวันอาทิตย์ทุกวันบริเวณแห่งนั้นจะเป็นที่ประชาชนจำนวนมากนับหมื่นคนจะมาเดินจับจ่ายใช้สอยที่เรียกว่าบริเวณ ถนนคนเดินจังหวัดได้รับการร้องขอจากประชาชนเพื่อให้ที่แห่งนั้นเป็นที่ที่ชุ่มชื้นปลอดจากมลพิษจังหวัดจึงได้ดำเนินการนำเครื่องพ่นละอองน้ำ ณ จุดแห่งนั้น  และให้องค์กรปกครองท้องถิ่นทุกอำเภอดำเนินการเช่นเดียวกันเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นในอากาศถึงแม้จะไม่มีเครื่องตรวจวัด
ข้อที่2 จังหวัดทราบว่าการพ่นน้ำอาจมีผลกระทบต่อเครื่องวัดคุณภาพอากาศแต่ด้วยข้อมูลที่ยื่นยันว่าการพ่นน้ำของจังหวัดในระยะสั้นๆก็ห่างไกลจากตัวเครื่องวัดคุณภาพอากาศ เป็นอย่างมากประกอบด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพของเครื่องวัดคุณภาพอากาศนั้นสามารถที่จะแยกแยะ ความชื้นในการตรวจวัดคุณภาพอากาศได้ทุกเวลาดังข้อมูลต่อไปนี้
 เครื่องวัดฝุ่น PM10 และ PM2.5 ที่ติดตั้งที่ รร ยุพราช จะเป็นเทคนิค Beta Ray Attenuation ของ บ. Thermo Scientific รุ่น 5014i (https://www.thermofisher.com/order/catalog/product/5014I) เมื่อดูดอากาศเข้ามาในเครื่องฝุ่นจะตกลงบนกระดาษกรองและจะมีแหล่งกำเนิดของรังสีเบต้า ซึ่งเป็นรังสีพลังงานต่ำฉายผ่านกระดาษกรอง ซึ่งจะหาความสัมพันธ์ของปริมาณรังสีที่ฉายและรังสีที่ผ่านกระดาษกรองออกมาเมื่อไม่มีและเมื่อมีฝุ่นละอองเกาะอยู่ และนำไปเทียบหาความเข้มข้นของฝุ่นละอองที่ตรวจวัด ซึ่งในระบบการวัดนี้จะมีระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่ที่ประมาณ 40 C และความชื้นไม่เกิน 60 %RH อยู่เพื่อป้องกันความชื้นสูงในช่วงที่มีหมอกจัดหรือฝนตกหนักความชื้นเกินกว่าที่กำหนด เนื่องจากความชื้นมีผลต่อการดูดซับรังสีภายในเครื่องวัดทำค่าที่วัดได้มีความผิดพลาดหรือต่างไปจากค่าปกติ และความชื้นที่สูงทำให้มีผลเสียต่อเครื่องมือด้วย ถ้าเข้าไปในปริมาณสูงและต่อเนื่องอาจทำให้เครื่องเสียได้ (https://www.researchgate.net/publication/283081003_Field_evaluation_of_an_electrostatic_PM10_mass_monitor_used_for_continuous_ambient_particulate_air_pollution_measurements)
ส่วนประเด็น ค่าฝุ่น pm10 ลดลงนั้น อาจจะเกิดจากหลายปัจจัยรวมทั้งกระแสลม ความร้อนสูงที่ทำให้ฝุ่นลอยตัวสูง ซึ่งในวันที่ 25 ฝุ่น pm10 ที่สถานีวัดของศูนย์ ccdc มช แม่เหียะมีค่าลดลงสอดคล้องกับสถาน รร ยุพราช ตามรูป
3.เมื่อพิจารณาจากข้อมูลคุณภาพอากาศรายวัน ณ สถานีตรวจวัดต่าง ๆ จะเห็นว่าคุณภาพอากาศไม่ได้เกินมาตรฐาน พี่น้องชาวเชียงใหม่เองทราบดีถึงความจริงข้อนี้ ท้องฟ้ายังสดใส มองเห็นดอยสุเทพชัดเจน เพียงแต่อุณหภูมิในช่วงบ่ายค่อนข้างสูง อากาศร้อนมาก การพ่นน้ำจึงเป็นเหตุผลในเรื่องของการสร้างความชุ่มชื้น ไม่ใช่เหตุผลเรื่องการยอดเบือนคุณภาพอากาศ ข่าวในลักษณะดังกล่าวส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ กำนันผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พี่น้องประชาชน ที่กำลังตรากตรำ และเสี่ยงอันตรายอยู่ในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ เพื่อควบคุมไฟทั้งกลางวันและกลางคืน
จังหวัดเชียงใหม่จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบโดยทั่วกัน
กมล เครือนิล ทีมข่าว "ที่นี่....เชียงใหม่" Fast News สำนักข่าว เชียงใหม่อัปเดตนิวส์ รายงาน



กลุ่มผู้นำชุมชนและประชาชนทั่วไป ร่วมเวทีสร้างความสามัคคีปรองดอง ครั้งที่ 4



ผู้นำชุมชน กลุ่ม NGO และกลุ่มองค์กรภาคประชาชนสังคม ร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยเป็นเวทีครั้งที่ 4 เพื่อเสนอแนวทางสร้างความสามัคคีปรองดอง ใน 10 ประเด็น และพร้อมขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

วันที่ 10 มีนาคม 2560 เวลา  09.00 น. ที่ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายประจวบ กันธิยะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานคณะทำงานรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีกลุ่มผู้นำชุมชน ผู้นำจิตวิญญาณ ชาวบ้านทั่วไป กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมฯ กลุ่มสาขาอาชีพ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และกลุ่มองค์กรภาคประชาชนสังคม (CSOs) เข้าร่วมประชุมกว่า 35 คน เพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็นในการสร้างความสามัคคีปรองดอง ใน 10 ประเด็น ได้แก่ ด้านการเมือง ด้านความเหลื่อมล้ำการครอบครองที่ดินทำกินของเกษตรกร และการบริหารจัดการน้ำ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการต่างประเทศ ด้านการป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่น ด้านการปฏิรูป และด้านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
ทั้งนี้ เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นต่างๆ รายงานให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในชาติ และรวบรวมข้อคิดเห็นจากการนำเสนอให้คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นการสร้างความสามัคคีปรองดองในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ โดยทางภาครัฐมีหน้าที่รับฟังและจดบันทึกเพียงอย่าเดียว โดยการประชุมครั้งต่อไป เป็นกลุ่มสื่อมวลชน ในวันพุธ ที่ 15 มีนาคม 2560 เวลา 09.00-11.30 น.

ขอบคุณภาพข่าวจากสำนักงานปรัชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่
กมล เครือนิล สำนักข่าว เชียงใหม่อัปเดตนิวส์ รายงาน





เชียงใหม่เปิดเวทีปรองดอง ครั้งที่ 3


เชียงใหม่ เปิดโอกาสให้กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น และแกนนำมวลชนทางการเมือง ร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยเป็นเวทีครั้งที่ 3  เพื่อเสนอแนวทางสร้างความสามัคคีปรองดอง และพร้อมขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 09.00 น. ที่ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายประจวบ กันธิยะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานคณะทำงานรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายสุรพล เกียรติไชยากร อดีต ส.ส.เชียงใหม่ สังกัดพรรคเพื่อไทย นายอดิศร กำเนิดศิริ อดีต สว.เชียงใหม่ และกลุ่มการเมืองท้องถิ่น ได้แก่ กลุ่มสนับสนุนพรรคการเมือง กลุ่มทุนทางการเมือง กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น กลุ่มแกนนำมวลชนทางการเมือง เข้าร่วมประชุมกว่า 40 คน เพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็นในการสร้างความสามัคคีปรองดอง ใน 10 ประเด็น ได้แก่ ด้านการเมือง ด้านความเหลื่อมล้ำการครอบครองที่ดินทำกินของเกษตรกร และการบริหารจัดการน้ำ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการต่างประเทศ ด้านการป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่น ด้านการปฏิรูป และด้านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
ทั้งนี้ เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นต่างๆ รายงานให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในชาติ และรวบรวมข้อคิดเห็นจากการนำเสนอให้คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นการสร้างความสามัคคีปรองดองในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ โดยทางภาครัฐมีหน้าที่รับฟังและจดบันทึกเพียงอย่าเดียว โดยการประชุมครั้งต่อไป เป็นกลุ่มผู้นำชุมชน ผู้นำจิตวิญญาณ ชาวบ้านทั่วไป และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มทุกสาขาอาชีพ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม ในวันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม 2560 เวลา 09.00-11.30 น.

กมล เครือนิล ทีมข่าว เชียงใหม่อัปเดตนิวส์ รายงาน





เชียงใหม่เปิดเวทีปรองดอง ครั้งที่ 2 เชิญนักการเมืองท้องถิ่น ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เข้าร่วม


เชียงใหม่เปิดเวทีปรองดอง ครั้งที่ 2 เชิญนักการเมืองท้องถิ่น ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนวทางสร้างความปรองดอง และพร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
วันที่ 3 มีนาคม 2560 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะประธานคณะทำงานรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้เชิญกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมเวที ประกอบด้วย นายนพคุณ รัฐผไท อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต 8 , นายวิทยา ทรงคำ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต 4, นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่, ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และแกนนำภาคการเมือง จำนวน 35 คน เข้าร่วมเวทีแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับในการสร้างความสามัคคีปรองดองใน 10 ประเด็น รวมทั้งนำเสนอมุมมองสำคัญ ปัญหาและวิธีการแก้ไขเพื่อส่วนรวม เพื่อให้กระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดองบรรลุผล
นายปวิณ กล่าวว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พนักงานรัฐวิสาหกิจ หอการค้าจังหวัด กลุ่มองค์กรที่ทำงานร่วมกันกับส่วนราชการ เกือบ 40 คน มาให้ข้อมูลความเห็น และข้อเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความปรองดองของประเทศชาติ การจัดเวทีที่เหลืออีก 4 ครั้ง จังหวัดเชียงใหม่ได้รับการตอบรับจากกลุ่มต่างๆ เป็นอย่างดี มีการส่งรายชื่อกลับมายังคณะทำงานเกินกรอบที่ตั้งไว้ 200 คน ซึ่งคณะทำงานจะเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสนใจเข้าร่วมเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการสร้างความสามัคคีปรองดองเกิดขึ้นในชาติ ถือเป็นเรื่องที่ดี และขอขอบคุณชาวเชียงใหม่ที่ให้ความสนใจมาให้ความเห็นในการสร้างความปรองดองทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา
ขอบคุณแหล่งที่มาของภาพและข่าว : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่
กมล เครือนิล สำนักข่าว เชียงใหม่อัปเดตนิวส์ รายงาน




เชียงใหม่เตรียมเปิดเวทีปรองดองเน้นทุกกลุ่มทุกสีมีส่วนร่วม



จังหวัดเชียงใหม่กำหนดเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น สร้างความสามัคคีปรองดอง เวทีแรก 1 มี.ค.นี้ เน้นให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความปรองดองภายในชาติ เปิดโอกาสผู้ที่สนใจเข้าร่วมได้ทุกเวที โดยแจ้งความจำนงได้ที่ กอ.รมน.เชียงใหม่
วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2560) เวลา 09.00 น. นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะประธานคณะทำงานรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองจังหวัดเชียงใหม่ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงแนวทางการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในระดับพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกที่เริ่มดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2560 ในการขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ แผนต่างๆ ของชาติ และนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี
โดยให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 1- 4 และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดทุกจังหวัด เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในระดับพื้นที่จังหวัดนั้น ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเป็นเจ้าภาพหลัก เชิญบุคคลกลุ่มต่างๆในพื้นที่จังหวัด ได้แก่ กลุ่มการเมืองท้องถิ่น นักวิชาการ กลุ่มสื่อมวลชน กลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มองค์กรวิชาชีพต่างๆ รวมไปถึง กลุ่มคนในท้องถิ่นที่ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการแห่งรัฐ เข้าร่วมเวทีแสดงความคิดเห็น  เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นต่างๆ รายงานให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในชาติและรวบรวมข้อคิดเห็นจากการนำเสนอให้คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองต่อไป
ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่ กำหนดแผนที่เชิญกลุ่มต่างๆ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ภายในเดือนมีนาคม 2560 จำนวน 6 ครั้ง โดยจะเริ่มครั้งที่ 1 กลุ่มข้าราชการกำนันผู้ใหญ่บ้าน พนักงานรัฐวิสาหกิจ หอการค้าจังหวัด กลุ่มองค์กรที่ทำงาน ทั้งร่วมกันกับส่วนราชการ ในวันพุธที่ 1 มีนาคม 2560 เวลา 09.00-11.30 น. ครั้งที่ 2 กลุ่มการเมืองท้องถิ่น ได้แก่ กลุ่มสนับสนุนพรรคการเมือง กลุ่มทุนทางการเมือง กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น กลุ่มแกนนำมวลชนทางการเมือง ในวันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2560 ครั้งที่ 3 กลุ่มการเมืองท้องถิ่น ได้แก่ กลุ่มสนับสนุนพรรคการเมือง กลุ่มทุนทางการเมือง กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น กลุ่มแกนนำมวลชนทางการเมือง ในวันพุธที่ 8 มีนาคม 2560 ครั้งที่ 4 กลุ่มผู้นำชุมชน ผู้นำจิตวิญญาณ ชาวบ้านทั่วไป กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมฯ กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ในวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2560  ครั้งที่ 5 กลุ่มสื่อมวลชน ในวันพุธที่ 15 มีนาคม 2560  และครั้งที่ 6 กลุ่มนักวิชาการและนักศึกษา ในวันศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2560  กลุ่มละ 35 คน รวม 200 คน ซึ่งกลุ่มใดหรือผู้ใดสนใจมีความประสงค์เข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมสะดวกวันเวลาใดแจ้ง ก็สามารถแจ้งชื่อ-นามสกุล และเบอร์โทรติดต่อกลับได้ที่ กอ.รมน.เชียงใหม่ หมายเลขโทรศัพท์. 0-5311-2721 หรือ ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ 0-5311-2740
  สำหรับ ประเด็นหัวข้อที่จะพูดคุยมี 10 เรื่อง อาทิ การเมือง การปกครอง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม การพัฒนาแหล่งน้ำ กระบวนการยุติธรรม การศึกษา สาธารณสุขสื่อมวลชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่างประเทศ สิทธิมนุษยชน การทุจริตหรือคอรัปชั่น พร้อมเสนอแนะการปฏิรูปประเทศ เพื่อทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ ระยะ 20 ปีข้างหน้า ซึ่งเวทีดังกล่าวจัดแบบโต๊ะสี่เหลี่ยม คล้ายโต๊ะกลมเพื่อให้พูดคุยกันทุกประเด็น แต่ละครั้งเชิญผู้เข้าประชุม 30-40 คน เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทุกเรื่อง จะเป็นการเสนอความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย โดยทางภาครัฐมีหน้าที่รับฟังและจดบันทึกเพียงอย่าเดียวพร้อมเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นเต็มที่ ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดำเนินการขับเคลื่อนการเดินหน้าประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง






กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จัดงานมหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา


รองผวจ.แม่ฮ่องสอนเปิดงานมหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน1 เพื่อเผยแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมชาติพันธุ์และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาค
ที่ลานข่วงประตูท่าแพ นายสำเริง  ไชยเสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดงานมหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา 4 จังหวัด โดยมี นางศันสนีย์  พุกกานนท์ วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน นางสิรินยา บุญญศิริพฤกษ์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมชมงานเป็นจำนวนมาก
สำหรับการจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา 4 จังหวัด ตามโครงการส่งเสริมการขยายตลาดท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ทั้งในประเทศและต่างประเทศนี้ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ซึ่งประกอบไปด้วยจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปางและแม่ฮ่องสอนได้อนุมัติให้จัดกิจกรรมขึ้นในระหว่างวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ 2560 ที่บริเวณข่วงประตูท่าแพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมชาติพันธุ์ กระชับความสัมพันธ์กลุ่มชาติพันธุ์ระหว่างภูมิภาคในการนำไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน  และเพื่อเผยแพร่วิถีชีวิต ทั้งเป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวต่อไป
ทั้งนี้ภายในงาน ประกอบไปด้วย 5 กิจกรรม อาทิ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขอวกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน  นิทรรศการวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดแสดงเครื่องแต่งกายต่างๆ  จัดแสดงผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม  การสาธิตอาหารชาติพันธุ์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และอีกมากมาย.









พิธีเปิดงาน INNOMART GRAND SALE สัญจร จังหวัดเชียงใหม่


"ที่นี่....เชียงใหม่" Fast News ภาพบรรยากาศพิธีเปิดงาน INNOMART GRAND SALE สัญจร จังหวัดเชียงใหม่’ งาน “ตลาดนัดนวัตกรรม สัญจร จังหวัดเชียงใหม่” โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ 18 กุมภาพันธ์ 2560  ณ ลานโปรโมชั่น 1 และ 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทย์ฯ เป็นประธานในพิธี รวมทั้ง ดร.พันธ์อาจ ชัยรัตน์ ผอ.สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ นายกฤษณ์ ธนาวณิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ
อุทยานนวัตกรรม (Innovation Park) มุ่งเน้นในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐานเชิงปัญญาเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรองรับกิจกรรมนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ ที่จะมีส่วนสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพื่อให้การใช้งานอุทยานนวัตกรรมเป็นไปอย่างสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจ และสามารถช่วยสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานของอุทยานนวัตกรรม คือ “เป็นศูนย์กลางการพัฒนาขับเคลื่อนระบบนวัตกรรม โดยเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างภาคีนวัตกรรม ระหว่างภาคการผลิต ภาครัฐ ภาคการศึกษาและวิจัย รวมทั้งภาคสังคม เพื่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือที่นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและผลกระทบให้กับประเทศ และเพื่อเป็นศูนย์กลางบริการส่งเสริมด้านนวัตกรรมที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็งและยั่งยืน” 

ทั้งนี้ ภายในงาน “ตลาดนัดนวัตกรรม” จัดให้มีการออกร้านจำหน่ายสินค้านวัตกรรม ในกลุ่มอาหาร สุขภาพ และความงาม นวัตกรรม ฝีมือคนไทย กว่า 300 รายการ ในราคาพิเศษจากผู้ประกอบการที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และกิจกรรมนันทนาการอื่นๆ อาทิเช่น มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีชื่อเสียง ป๊อด โมเดิร์นด็อก ณัฐ ศักดาทร และรุจ เดอะสตาร์ กิจกรรมสาธิตเมนูอาหาร Innovation Food จากเชฟชื่อดัง และชมนิทรรศการ “นวัตกรรมจากพ่อ” เพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมร่วมลุ้นรับของรางวัลจากการเล่นเกมส์ผ่าน Facebook และ กิจกรรมตอบคำถามบนเวที